รายนามอิหม่ามอักบัร ชัยค์อัซฮัร
รายนามอิหม่ามอักบัร ชัยค์อัซฮัร
 
รายนามอิหม่ามอักบัร ชัยค์อัซฮัร
شيوخ الأزهر الشـــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــريف الإمام الأكبر
 ลำดับ

รายนาม

สังกัดมัศฮับ

ปีเสียชีวิต

1 ชัยค์ มูฮัมมัด คอรอซีย์ มาลีกี 1101
2 ชัยค์ อิบรอฮีม อัลบัรมาวีย์ ชาฟีอี 1106
3 ชัยค์ มุฮัมมัด อันนัซรอตีย์ มาลีกี 1120
4 ชัยค์ อัลดุลบากี อัลกุลัยนีย์ มาลีกี 1123
5 ชัยค์ มูฮัมมัด ชะนัน มาลีกี 1133
6 ชัยค์ อิบรอฮีม อัลฟัยยูมีย์ มาลีกี 1137
7 ชัยค์ อับดุลเลาะห์ อัชชับรอวีย์ ชาฟีอี 1171
8 ชัยค์ มูฮัมมัด ซาลิม อัลฮัฟนี่ย์ ชาฟีอี 1181
9 ชัยค์ อับดุร-ร่ออูฟ อัซซุญัยนีย์
ชาฟีอี 1182
10 ชัยค์ อะห์หมัด อัดดะมันฮูรีย์ ชาฟีอี 1192
11 ชัยค์ อะห์หมัด อัลอะรูซีย์ ชาฟีอี 1208
12 ชัยค์ อับดุลเลาะห์ ชัรกอวีย์ ชาฟีอี 1227
13 ชัยค์ มูฮัมมัด อัชชันวานีย์ ชาฟีอี 1233
14 ชัยค์ มูฮัมมัด อัลอะรูซีย์ ชาฟีอี 1245
15 ชัยค์ อะห์หมัด อัดดัมฮูญีย์ ชาฟีอี 1246
16 ชัยค์ ฮะซัน อัลอัฏ-ฏ็อร ชาฟีอี 1250
17 ชัยค์ ฮะซัน อัลกุไวซะนีย์ ชาฟีอี 1254
18 ชัยค์ อะห์หมัด อับดุลเยา-วาร อัซซะฟะตีย์
ชาฟีอี 1263
19 ชัยค์ อิบรอฮีม อัลบาญูรีย์ ชาฟีอี 1277
20 ชัยค์ มุศตอฟา อัลอะรูซีย์ ชาฟีอี 1287
21 ชัยค์ มุฮัมมัด อัลมะห์ดีย์ อัลบาส ฮานาฟี 1315
22 ชัยค์ ชำซุดดีน อัลอัมบาบีย์
ชาฟีอี 1313
23 ชัยค์ หะซูนะห์ อันนะวาวีย์ ฮานาฟี 1343
24 ชัยค์ อับดุรเราะห์มาน อันนะวาวีย์
ฮานาฟี 1313
25 ชัยค์ ซะลีม อัลบะชะรีย์ มาลีกี 1335
26 ชัยค์ อาลี อัลหุซัยนีย์ อัลบับลาวีย์
มาลีกี
27 ชัยค์ อับดุรเราะห์มาน อัชชิรบีนีย์ ชาฟีอี 1326
28 ชัยค์ มุฮัมมัด อะบูอัลฟัตห์ อัลยัยซานีย์ มาลีกี 1346
29 ชัยค์ มูฮัมมัด อัลมะรอฆีย์ ฮานาฟี 1364
30 ชัยค์ มุฮัมมัด อัลอะห์มะดีย์ อัฎ-ฎ่อวาฮีรีย์ ซาฟีอี 1363
31 ชัยค์ มุสตอฟา อับดุร-ร็อซซาก ฮานาฟี 1366
32 ชัยค์ มุฮัมมัด มะมูน อัชชะนาวีย์ ฮานาฟี 1369
33 ชัยค์ อับดุลมะญีด ซุลัยม์ ฮานาฟี 1374
34 ชัยค์ อิบรอฮีม ฮัมรูช ฮานาฟี ค.ศ. 1960
35 ชัยค์ อัซซัยยิด มูฮัมมัด อัลคุฎร์
มาลีกี 1376
36 ชัยค์ อับดุรเราะห์มาน ตาจ ฮานาฟี 1377
37 ชัยค์ มะห์มูด ชัลโตส ฮานาฟี 1383
38 ชัยค์ ฮะซัน มะห์มูน ชาฟีอี 1393
39 ชัยค์ มูฮัมมัด ฟะห์ฮาม มาลีกี
40 ชัยค์ อับดุลฮะลีม มะห์มูด อัซซูฟีย์
ฮานาฟี ค.ศ. 1982
41 ชัยค์ มุฮัมมัด อับดุรเราะห์มาน บี-ซอร ฮานาฟี ค.ศ. 1982
42 ชัยค์ ญาดัลฮักก์ อาลี ญาดัลฮักก์ ฮานาฟี ค.ศ. 1995
43 ชัยค์ มูฮัมมัด ซัยยิด ฏอนฏอวีย์ ฮานาฟี ค.ศ. 2010
44 ชัยค์ อะห์หมัด มูฮัมมัด อัฏฏ๊อยยิ๊บ มาลีกี คนปัจจุบัน

 

19-alp

 

รายนามอิหม่ามอักบัร ชัยค์อัซฮัร
شيوخ الأزهر الشـــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــريف الإمام الأكبر

 

ลำดับที่ 1

الامام محمد الخراسي المالكي

1อิหม่าม มูฮัมมัด อัลคอ-รอซีย์ อัลมาลีกีย์

         เป็นบุคคลท่านแรกที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เกิดที่ตำบลอะบูคอรอซ จังหวัดบุฮัยเราะห์ ปี ค.ศ. 1601 สังกัดมัศฮับมาลีกี ในช่วงเยาว์วัยได้ศึกษาหนังสือและท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่มแล้วได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรจนกระทั่งแตกฉานและเชี่ยวชาญในวิชาการแขนงต่างๆ เป็นอย่างดี จนได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนที่อัซฮัรเรื่อยมา ด้วยเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิกฮ์มาลีกีมาก จนในที่สุดได้รับการคัดเลือกจากบรรดาอุละมาอ์ให้เป็นผู้นำในมัศฮับมาลีกี ต่อมาได้รับตำแหน่งสูงสุดของมัศฮับนี้ คือ الحجة อย่างสมเกียรติ ด้วยว่าเป็นนักปราชญ์ที่มีความสามารถสูง และมีผลงานในด้านการสอน การเรียบเรียงตำราต่างๆ มากมาย จนเป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไปของนักวิชาการสมัยนั้น หลังจากที่ ม. อัซฮัรเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงระบบการศึกษาและตำแหน่งต่างๆ ใหม่ ตำแหน่งผู้นำอัซฮัรจากเดิมมาเป็นชัยค์อัซฮัรแล้ว ท่านจึงได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ และดำรงตำแหน่งเรื่อยมาจนถึงแก่อาสัญกรรม เมื่อวันที่ 17 เดือนซุ้ลฮิจยะห์ ฮ.ศ. 1101 / ค.ศ. 1690 ถึงแม้ท่านจะอำลาจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ผลงานด้านวิชาการงานเขียนของท่านยังคงปรากฏให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและค้นคว้ามากมาย

ส่วนหนึ่งจากผลงาวิชาการของท่านที่ได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  • رسالة البسملة
  • فتح الجليل
  • منتهى الرغبة
  • الفوائد السنية في الفاظ السنوسية
  • الانوار القدسية
  • المنطق
  • الشرح الكبرى في الفقه (มี 8 เปลือก)

และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

 

ลำดับที่ 2

الامام ابرهيم بن محمد البرماوي الشافعي

2อิหม่าม อิบรอฮีม มูฮัมมัด อัลบัรมาวีย์ อัชชาฟีอีย์

        เป็นคนที่ 2 ที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ เกิดที่ตำบลบัรมา จังหวัดฆอรบียะห์ สังกัดมัศฮับชาฟีอี ชีวิตวัยการศึกษาได้เข้าศึกษาเบื้องต้นและท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่ม แล้วจึงได้เดินทางจากบ้านเกิดมาศึกษาที่อัซฮัร จนมีวิชาการแตกฉานในวิชาการสาขาต่างๆ เป็นอย่างดีเยี่ยม และได้รับอิยาซะห์ (อนุญาต) ได้รับการรับรองจากคณาจารย์ผู้สอนวิชาต่างๆ แล้ว  จึงเข้าสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรตลอดมา กระทั่งถึงแก่อาสัญกรรม และในปี ค.ศ. 1690 ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้เรื่อยมาจนถึงแก่อาสัญกรรม ค.ศ. 1694 สำหรับผลงานวิชาการที่ท่านได้เขียนไว้เป็นตำราต่างๆ มากมาย เช่น

  • حاشية على منظومة
  • حاشية على فتح القريب
  • رسالة في احكام المولود من كلب وخنزير فى الفقه الشافعي
  • رسلة على شرح البسط
  • الميثاق والعهد
  • رسالة فى الدلائل الواضحات

และตำราอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับฟิกฮ์ชาฟีอี ตะเซาวุฟ และศาสตร์อื่นๆอีกมากมาย

 

ลำดับที่ 3

الامام محمد النشرتي المالكي

3อีหม่าม มูฮัมมัด อันนัสรอตีย์ อัลมาลีกีย์

          เกิดที่จังหวัดกาฟรีสเชค ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวกับชัยค์อัซฮัรคนก่อน สังกัดมัศฮับมาลีกีย์ ได้รับการศึกษาเบื้องต้นและท่องจำอัลกุรอานที่บ้านเกิดแล้วจึงเดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาและได้รับอิยาซะห์จากบรรดาคณาจารย์ที่ได้ศึกษามา อนุญาตให้ทำการสอนได้ที่อัซฮัร จึงทำการสอนเรื่อยมา ด้วยเหตุที่เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาการอย่างแตกฉานทุกสาขาวิชา จึงได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร เมื่อปี 1694 จนกระทั่งถึงแก่อาสัญกรรมในปี ค.ศ. 1708 ท่านเป็นผู้มุ่งมั่นในด้านการสอนเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้เรียบเรียงตำราใดไว้

 

 

 

ลำดับที่ 4

الامام عبد الباقي القليني المالكي

4อิหม่าม อับดุลบากีย์ อัลกุลัยนีย์ อัลมาลีกีย์

         เป็นบุคคลลำดับที่ 4 ที่ดำรงตำแหน่ง ชัยคค์อัซฮัร  เกิดที่ตำบลกุลัยนีย์ จังหวัดกาฟริชเชค เป็นอีกท่านหนึ่งที่สำเร็จการศึกษาจากอัลอัซฮัร ท่านได้ศึกษากับอาจารย์หลายท่านที่นั่น อาทิเช่น เชคอิบรอฮีม อัลบัรมาวี่ย์, เชคมูฮัมมัด อันนัซรอตีย์ และท่านอื่นๆ อีก หลังจากนั้น ท่านจึงทำการสอนที่มัสยิดอัลอัซฮัรเรื่อยมา และให้การช่วยเหลือศิษยานุศิษย์ของท่านเรียบเรียงหนังสือตลอดมา จนกระทั่งในปี 1708 ท่านจึงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร จนกระทั่งถึงแก่อาสัญกรรม ในปี 1719 และมิได้ทิ้งผลงานเขียนไว้

 

 

 

ลำดับที่ 5

الامام محمد شنن المالكي

5อิหม่าม มูฮัมมัด ซานัน อัลมาลิกีย์

          เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า อัลจาดียะห์ ที่บุฮัยเราะห์ ปี ค.ศ. 1643 หลังจากสำเร็จการศึกษาดีแล้ว ด้วยที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิชาการสาขาต่างๆ และเป็นผู้นำมัศฮับมาลีกีในขณะนั้น ด้วยประการนี้จึงถูกคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ท่านทุ่มเทเพียงด้านการสอน จึงไม่ได้เรียบเรียงตำราใดไว้ กระทั่งถึงอาสัญกรรม ในปีที่ ค.ศ.1720

 

 

 

 

ลำดับที่ 6

الامام ابراهيم الفيومي

6อิหม่ามอิบรอฮีม อัลฟัยยูมีย์ อัลมาลีกีย์

          เกิดที่จังหวัดฟัยยูม ปี ค.ศ. 1652 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้เข้าสอนที่อัซฮัรเรื่อยมาจนกระทั่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ปี 1721 และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้จนถึงอาสัญกรรม ปี 1725 ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฮาดิษ ด้านภาษา ด้านฟิกฮ์ และด้านอื่นๆ ท่านไม่ได้เรียบเรียงตำราไว้มากนัก เนื่องจากมุ่งแต่สอนเสียมากกว่า ส่วนหนึ่งจากมรดกตำราของท่าน คือ  المقدمة الفورية الازهرية

 

 

 

 

ลำดับที่ 7

الامام عبد الله محمد الشبراوي الشافعي

7อิหม่าม อับดุลเลาะห์ อัซซับรอวีย์ อัชชาฟีอีย์

       เป็นนักวรรณคดีที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง เกิดที่เมืองชุบรอ ปี ค.ศ. 1091 เริ่มต้นการศึกษาที่อัซฮัรกับบรรดาคณาจารย์หลายท่าน เช่น อิหม่ามกุลัยนีย์ อิหม่ามฟัยยูมีย์ และศึกษาวิชาฟิกฮ์ชาฟีอีกับอิหม่ามอาลี ชัมซุดดีน และท่านอื่นๆ อีกมากมายจนกระทั่งได้รับอิยาซะห์ให้สอนที่อัซฮัร  ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ปี ค.ศ. 1725 และดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งถึงอาสัญกรรม ปี ค.ศ. 1725 ท่านเชี่ยวชาญวิชาฟิกฮ์ชาฟีอีจนกระทั่งได้เป็นผู้นำอุลามาอ์สายมัศฮับชาฟีอีในสมัยของท่าน ส่วนหนึ่งจากผลงานของท่านที่ได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  • مفاتح الالطاف
  • الاتحاف بحب الاشراف
  • الاستغاثة الشبراوية
  • عروس الادب وفرحة الالباب
  • عنوان البيان
  • نزهة الابصار
  • نظم بحور الشعر

และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

ลำดับที่ 8

الامام محمد سالم الحفني الشافعي

8อิหม่าม มูฮัมมัด ซาลิม อัลฮัฟนี่ย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่ตำบลฮัฟนะห์ จังหวัดชัรกียะห์ ค.ศ. 1689 เข้าศึกษาที่อัซฮัรตั้งแต่ต้นจนสำเร็จการศึกษา และได้รับอิยาซะห์ให้ทำการสอนได้ ท่านเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1757 ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และได้ตำรงตำแหน่งนี้จวบจนถึงแก่อาสัญกรรม ปี ค.ศ. 1767 ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลา 10 ปี ท่านได้เรียบเรียงตำราไว้มากมาย ส่วนหนึ่งเช่น

  • الشجرة البهية
  • أنفس نفائس الدرر
  • حاشية على الجامع الصغير
  • رسالة فى فضل التسبيح
  • حاشية على شرح السمر قندي
  • حاشية على البسط فى الجبر والمقابلة
  • حاشية على شرح الفوائد الشنورية

และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

ลำดับที่ 9

الامام عبد الرؤوف محمد السجيني الشافعي

9อิหม่าม อับดุร-รออูฟ มูฮัมมัด อัซซุจัยนีย์ อัชชาฟีอีย์

         มีฉายาว่า อาบุจญูด เกิดที่ตำบลซียีน จังหวัดฆ็อรบียะห์ เริ่มต้นการศึกษากับอาของท่านซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่อัซฮัรและปวงปราชญ์อื่นๆ อีกมากมาย จนกระทั่งเชี่ยวชาญทุกสาขาวิชา หลังจากนั้นได้เข้าสอนที่อัซฮัร ท่านเป็นคนริเริ่มเอาหนังสือ มันฮัญ ตุ้ลลาบ มาเป็นหลักสูตรสอนที่อัซฮัร จากเดิมทีอาของท่านได้สอนหนังสือเล่มนี้ที่อัซฮัร ต่อมาอาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านจึงทำการสอนแทนอาของท่าน และต่อมาได้บรรจุเป็นหลักสูตรฟิกฮ์ชาฟีอีของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ปี 1767 และถึงแก่อาสัญกรรม ปี 1768

 

 

ลำดับที่ 10

الامام احمد بن عبد المنعم الدمنهوري الشافعي

10อิหม่าม อะห์หมัด อัดดามันฮูร อัชชาฟีอี

         มีฉายาว่า อัลมัศฮาบีย์ เนื่องจากท่านเชี่ยวชาญและชำนาญมากทั้ง 4 มัศฮับ และทั้งได้รับอนุญาตให้สอนได้ทั้ง 4 มัศฮับ เกิดที่ตำบลดามันฮูร จังหวัดบุฮัยเราะห์ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 มัศฮับแต่ตัวของท่านสังกัดมัศฮับชาฟีอี ท่านได้รับเลือกให้เป็นชัยค์อัซฮัร  ปี 1767 และได้ดำรงตำแหน่งนี้เรื่อยไปจนถึงอาสัญกรรม ในปี 1778 ผลงานของท่านที่ได้เรียบเรียงไว้มีมากมาย เช่น

  • كشف اللشام
  • حلية اللب
  • اللطائف النورية
  • نهاية التعريف
  • شرح الاوفاق العددية
  • القول المفيد
  • حسن الابانة فى احياء ليلة الاجابة
  • درة التوحيد

 

1970798_540063562773895_585027826_n

ชัยค์ อับดุลเลาะห์ ฮูเซ็น

(ชัยค์ อับดุลเลาะห์ ฮูเซ็น (ครูเลาะห์สอน) เป็นคนไทยที่เชี่ยวชาญทั้ง 4 มัศฮับ

ซึ่งมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรออกปริญญาบัตร และอิยาซะห์ให้ทำการสอนได้ทั่วโลก)

 

ลำดับที่ 11

الامام احمد بن موسى العروسي الشافعي

11อิหม่าม  อะห์หมัด มูซา อัลอะรูซีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่ตำบลอารูซ จังหวัดมุนูฟียะห์ ปี ค.ศ. 1721 เป็นบุคคลที่ 11 ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรอันทรงเกียรติ ได้ศึกษากับนักวิชาการที่เชี่ยวชาญ ศึกษาตำราตัฟซีรญาลาลัยล์กับ ชัยค์ อิหม่ามอับดุลเลาะห์ บัซซิมรอวีย์ ศึกษาตำราฮะดีษบุคอรีกับอิหม่าอะห์หมัด มัลวา และปวงปราชญ์อื่นๆ อีกหลายสิบท่าน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำมัศฮับชาฟีอีในสมัยของท่าน และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของอัซฮัรและองค์กรอียิปต์ที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ปี 1778 และในปี 1793 ท่าก็ถึงแก่อาสัญกรรม โดยไม่ได้ทิ้งตำรางานเขียนไว้มากมายนัก ด้วยเพราะท่านสอนหนังสือตลอดเวลา

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านได้ทิ้งไว้ เช่น

  1. شرح نظم التنوير في التصوف
  2. حاشية على الملوي على السمرقندية
  3. كنز الجوهر
  4. عجاعب الآثار

และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

ลำดับที่ 12

الامام عبد الله الحجازي ابراهيم الشرقاوي الشافعي

12อิหม่าม อับดุลลอฮ์ อัลฮิญาซีย์ อิบรอฮีม อัชชัรกอวีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่ตำบลอัตตอวีละห์ จังหวัดชัรกียะห์ เมื่อปี ค.ศ. 1737 ศึกษาเบื้องต้นและท่องจำอัลกุรอานที่บ้านเกิดของท่าน หลังจากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และได้ศึกษาต่อกับปวงปราชญ์หลายท่าน เช่น อิหม่ามดะมันฮูรีย์ อีหม่ามซอดีกี และอื่นๆอีกหลายท่าน หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วจึงได้เข้าสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  และช่วงนั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่งและเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติฝรั่งเศษ ต่อมารับตำแหน่งประธานสภาผู้แทน และผู้นำมุสลิม ท่านได้เดินทางติดต่อกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ และปี 1793 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำอัซฮัรสูงสุด และยังเป็นผู้นำด้านซูฟีอีกด้วย

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านทิ้งไว้ เช่น

  1. حاشية على شرح الهدهدي
  2. التحفتة البهية طبقات الشافعية
  3. الشراوي على التحرير
  4. الجواهر السنية
  5. العقلئد المشرقية
  6. شرح على حكم ابن عطاء الله السكندرية

 

 

ลำดับที่ 13

الامام محمد بن علي الشنواني الشافعي

13อีหม่าม มูฮัมมัด บิน อะลี อัชชันวานีย์ อัชชาฟีอีย์

         เกิดที่ตำบลชัลวาล จังหวัดมุนูฟียะห์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำอัซฮัรสูงสุดในปี 1812 และได้ดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อาสัญกรรมปี 1818 ท่านเป็นแกนนำผู้หนึ่งที่ร่วมคณะขับไล่ฝรั่งเศสให้ออกจากอียิปต์

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านทิ้งไว้ เช่น

حاشية الشنواني

  1. الجوهر السنية
  2. حاشية على شرح الجوهري
  3. حاشيية على السمرقندية
  4. حاشية على البخاري
  5. حاشيىة على العصرية

 

 

ลำดับที่ 14

الامام محمد احمد موسى العروسي الشافعي

14อีหม่าม มูฮัมมัด อะห์มัด มูซา อัลอะรูซีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่กรุงไคโร ซึ่งถึอว่าน้อยมากที่นักวิชาการเป็นคนพื้นเพเมืองหลวง เพราส่วนมากจะเป็นคนต่างจังหวัด หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้เข้าสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเรื่อยมา จนกระทั่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำอัซฮัรสูงสุด ในปี 1818 ตลอดชีวิตของท่านท่านได้ทำการสอนเพียงอย่างเดียว ท่านจึงไม่ได้เรียบเรียงตำราไว้มากมายเหมือนท่านอื่น มีอยู่เล่มเดียวที่ท่านเขียนคือ มุศตอละห์ฮะดีษ แต่ไม่ได้ตีพิมพ์ ปัจจุบันถูกอนุรักษ์ไว้ที่หอสมุดอียิปต์ เลขที่ 511

 

 

 

 

ลำดับที่ 15

الامام احمد بن علي احمد الدمهوجي الشافعي

15อีหม่าม อะห์มัด บิน อะลี อะห์มัด อัดดัมฮูญีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่ตำบลดัมฮูญีย์ จังหวัดมุนูฟียะห์ ติดกับบันฮา ปี 1756  แต่บิดาเป็นคนไคโร ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ในปี 1830 โดยได้ดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 6 เดือน ท่านก็ถึงแก่อาสัญกรรม ปี 1830 ในคืนวันอีด อัฎฮา หลังจากทำฮัจย์เสร็จเรียบร้อยแล้วที่ทุ่งอะรอฟะห์

 

 

 

 

 

ลำดับที่ 16

الامام حسن محمد العطار الشافعي

16อีหม่าม อะซัน มุฮัมมัด อัลอัตตอร อัชชาฟีอีย์

         เกิดที่กรุงไคโร ปี 1768 บิดาเป็นคนเชื้อสายโมรอคโค ซึ่งได้เดินทางมากรุงไคโรและได้ปักหลักอยู่ในกรุงไคโร หลังจากท่านเติบโต ท่านได้ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรจนกระทั่งสำเร็จ แต่เนื่องจากฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองอียิปต์ และได้ฆ่าฟันอุละมาอ์มุสลิมทำให้ล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้ลี้ภัยไปเมืองฮัสยูตแล้วได้เดินทางออกนอกประเทศ ท่านได้เร่ร่อนไปหลายประเทศ หลังจากนั้น ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรในปี 1830 ถือว่าเป็นบุคคลแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้โดยไม่ใช่ชาวอียิปต์แต่เดิม  และดำรงตำแหน่งจนถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1834 ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา เช่น ภาษาตุรกี ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน ท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ในยามที่ท่านสอนหนังสือ ปราชญ์ท่านอื่นๆจำหยุดสอนหนังสือแล้วมารับฟังการสอนหนังสือจากท่าน

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านทิ้งไว้

  1. حاشية العطار على الجواهر
  2. حاشية العطار على التهذيب
  3. حاشية على شرح الآخروسية
  4. ديوان العطار
  5. مظهر القديس
  6. شرح على السمرقندية

และตำราอื่นอีกมากกว่า 20 ชื่อ

 

 

ลำดับที่ 17

الامام حسن درويش القويسني الشافعي

17อิหม่าม ฮาซัน ดะระวีช อัลกุวัยซีนีย์ อัชชาฟีอีย์

         เกิดปี ฮ.ศ. 1250 ที่ตำบลกุวัยซีนีย์ จังหวัดมุนูฟียะห์ ท่านมองไม่เห็นมาแต่กำเนิด แต่ด้วยความอุสสาหะพากเพียรตำราจนกระทั่งในที่สุดท่านได้กลายเป็นนักวิชาการแนวหน้า เชี่ยวชาญทุกแขนงวิชา และได้สอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรตลอดมา จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยคฺอัซฮัร ในปี 1834 จวบจบถึงแก่อาสัญกรรม ในปี 1838

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านประพันธ์ไว้

  1. شرح السلم
  2. سنن القويسني
  3. رسالة في المواريث
  4. علم الفقه

และตำราอื่นๆ อีกหลายเล่ม

 

 

ลำดับที่ 18

الامام احمد عبد الجواد السفطي الشافعي

18อิหม่าม อะห์มัด อับดุลเญาว๊าด อัซซะฟะตีย์ อัชชาฟีอีย์

         เกิดที่ตำบลซาฟาต จังหวัดบะนีซะวีฟ ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในนามว่า “อะห์มัด อัซซออิม” ท่านได้เข้าศึกษาที่กรุงไคโร โดยได้ศึกษากับปวงปราชญ์หลายท่าน เช่น ชัยค์ซันนาวีย์ ชัยค์ดัมฮูรีย์ และท่านอื่นๆ จนกระทั่งเชี่ยวชาญทุกแขนงวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเกี่ยวกับฟิกฮ์มัศฮับชาฟีอีย์ ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ในปี 1838 และได้ดำรงตำแหน่งนี้เรื่อยไปจนถึงแก่อาสัญกรรม ปี 1847

  1. اجازة منه للشيخ احمد الجرجاوي
  2. اجازة منه للشيخ حستين الملط

 

 

ลำดับที่ 19

الامام ابراهيم محمد احمد الباجوري الشافعي

19อิหม่าม อิบรอฮีม มูฮัมมัด อะห์มัด อัลบัยญูรีย์ อัชชาฟีอีย์

         เกิดที่ตำบลบัยญูรี ปี 1784 จังหวัดมุนูฟียะห์ หลังจากนั้นไดศึกษาต่อที่กรุงไคโรจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเป็นครั้งแรกในช่วงหลังละหมาดฟัรฎูอีชา แล้ว หลังจากนั้นท่านจะอ่านกุรอ่านแบบทำนองมุร็อตตั้ล เพราะท่านเป็นผู้มีน้ำเวียงที่ไพเราะมากจึงมีผู้คนเข้ามานั่งสดับรับฟังหลายร้อยคน หลังจากนั้นท่านก็ได้รับตำแหน่งชัยค์อัซซอัร ในปี 1847 และถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1860

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. تحفة المريد على جوهرة التوحيد
  2. حاشية على شرح السعد
  3. تعليق على الكشفاف
  4. حاشية الباجوري فقه شافعي
  5. حاشية على متن السنوسية
  6. حاشية على فتح القريب المجيب

และตำราอื่นๆ อีกมากกว่า 30 ชื่อ

 

 

ลำดับที่ 20

الامام مصطفى محمد احمد العروسي الشافعي

20อิหม่าม มุศตอฟา มุฮัมมัด อะห์มัด อัลอะรูซีย์อัชชาฟีอีย์

       เกิดที่หมู่บ้านอัลอะรูส จังหวัดมุนูฟียะห์ ปี 1798 ชีวิตวัยการศึกษาในเบื้องต้นนั้นศึกษากับบิดาของตน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซซฮัร และท่านได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา หลังจากนั้นจึงได้อยู่สอน ณ ที่นั่น ท่านเป็นผู้ริเริ่มให้ยึกถืออัลกุรอ่าน อัซซุนนะห์ และตามอุลามาอ์ อัลมุญตะฮิดอย่างจริงจัง และท่านมีพยายามอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเรื่องอุตริ (บิดอะห์) ต่างๆอย่างจริงจัง โดยไม่คำนึงถึงผลพวกอันจะเกิดจากรัฐบาล และแล้วท่านจึงถูกปลดออกตำแหน่งในปี 1876

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านทิ้งไว้ เช่น

  1. كشف الغنم
  2. حاشية شرح الشريح لزكريء الانصاري
  3. احكام المناكحات
  4. القول الفصل في مذهب ذوي الفضل
  5. العقود الفرائد
  6. الفوائد المستحسنة
  7. الهداية بالولاية

 

 

ลำดับที่ 21

الامام محمد المهدي العباسي الحنفي

21อิหม่าม มูฮัมมัด อัลมะฮ์ดี อัลอับบาส อัลฮะนาฟีย์

        เกิดที่จังหวัดอะเล็กซันเดรีย ปี 1827 ต่อมาได้เข้าศึกาที่กรุงไคโร จนกรัทั่งสำเร็จการศึกษาและสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซซฮัร จนกระทั่งรับตำแหน่งชัยค์อัซซฮัร ปี 1870 ซึ่งเป็นท่านแรกที่สังกัดมัศฮับฮานาฟีย์ที่ได้ดำรงตำแหน่งมุฟตี และเป็นหัวหน้าปฏิวัติอาหรับ เป็นผู้วางระเบียบขึ้นมาใหม่ว่าด้วยเรื่องของผู้จะสมัครเข้าสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซซฮัรนั้นต้องผ่านเกณฑ์การสอบเสียก่อน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 4 มัศฮั้บเป็นผู้ควบคุมการสอบของแต่ละวิชา ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นใครสามารถจะเข้ามาสอนก็ได้ โดยมิได้มีการสอบแต่อย่างใด ท่านเป็นบุคคลแรกที่วางกฎระเบียบว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งชัยค์อัซซฮัรนั้นจะต้องดำรงตำแหน่งมุฟควบด้วย และวางกฎระเบียบการสอบนั้นต้องเป็นการทดสอบต่อหน้าบรรดาปวงปราชญ์  ท่านดำรงตำแหน่งมุฟตีถึง 52 ปี และดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร 18 ปี และเป็นคนแรกที่ออกประกาศนียบัตรรับรองการศึกษา และให้คะเดวีย์เป็นผู้ลงนามเซ็นชื่อประกาศนียบัตรนั้น สุดท้ายท่านลาออกจากตำแหน่งทั้งสองตำแหน่ง และเสียชีวิตในปี 1898 เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีผู้คนนับถือเป็นอย่างมากจึงมีผู้มาเยี่ยมเยียนในวันที่ท่านถึงแก่อาสัญกรรมถึง 40000 คน และมาละหมาดให้ท่านมากกว่า 500000 คน

ส่วนหนึ่งจากผลงานด้านการประพันธ์ เช่น

  1. الفتاوى المهدية فى الفقه
  2. رسالة في تحقيق ما استتر من تلفيق
  3. رسالة في مسئلة الحرام

 

 

ลำดับที่ 22

الامام شمس الدين محمد حسين الانبابي الشافعي

22อิหม่าม ชัมซุดดีน มูฮัมมัดฮุเซน อิมบาบีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดปี 1824 ที่อิมบาบะห์ ริมแม่น้ำไนล์ ซะมาเล็ก จังหวัดญีซ่าติดกับกรุงไคโร บิดาของท่านเป็นพ่อค้าวานิชที่มีรักชอบการศึกษา ท่านศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลอัซซอัรหลังจากท่องจำกุรอ่านหมดแล้ว ท่านศึกษากับชัยค์อัซอัรท่านก่อนๆ หลายท่าน นกระทั่งชำนาญทุกแขนงวิชา ในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 1882 ท่านก็ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร เนื่องจากเกิดการปฏิวัติอาหรับขึ้นท่านจึงลาออกจากตำแหน่ง ต่อมาในปี 1887 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น วันที่ 25 ธันวาคม 1895 ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งนี้อีกครั้ง เนื่องจากเป็นเป็นอัมพาธ ทางด้านคิเดวีย์อับบาสได้แสดงความยกย่องให้เกียรติท่านเป็นอย่างที่สุด และได้พระราชทานเครื่องราชอุสมานีย์ชั้นสูงสุดมอบแก่ท่าน และท่านถึงแก่อาสัญกรรมในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1896 / ฮ.ศ. 1313

ส่วนหนึ่งจากตำรามี่ได้ท่านเรียบเรียงไว้ เช่น

  1. شرح شذور الذهب
  2. شرح قطر الندى
  3. حاشية العطار الازهرية
  4. حاشية الصبيان
  5. مخصر السنوسي
  6. رسالة في اهداوات مرض الطاعون

และตำราอื่นๆ อีกมากกว่า 50 ชื่อ

 

 

ลำดับที่ 23

الامام حسونة عبد الله النواوي الحنفي

23อิหม่าม ฮะซูนะห์ อับดุลลอฮ์ อันนะวะวีย์ อัลฮะนาฟีย์

        เกิดที่ตำบลนาวัย ทางตอนบนของประเทศอียิปต์ (จังหวัดฮัสยูต) ปี ค.ศ. 1839 หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้ว ท่านจึงมุ่งหน้าเข้ากรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซซฮัร เนื่องจากท่านเป็นผู้มีปัญญาปราดเปรื่องมากท่านจึงได้รับตำแหน่งชัยค์อัซฮัรเร็วมาก จากที่ท่านได้สอนวิชาฟิกฮ์ที่มัสยิดมูฮัดมัดอาลี ณ ก้อลอะห์ กระทั่งเข้าสังกัดสู่กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้สอนที่คณะหุกูก คณะดารุ้ลอุลูม คณะผู้พิพากษาชารีอะห์ หลังจากนั้นได้รับมอบให้ดำรงตำแหน่ง วะกีล ที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร หลังจากนั้นได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ในปี 1896 ต่อมาดำรงตำแหน่งมุฟตี ในปี 1898 หลังจากนั้นประมาณ 17 ปี ท่านได้ถูกคิเดวีย์ อัลมาอีดปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากได้ประกาศคัดค้านการเปลี่ยนแปลงศาลชะรีอะห์  และห้ามชาวอียิปต์ไม่ให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อันเนื่องมาจากเกิดการระบาดของโรคอหิวาตกโรคขึ้น แต่ได้แต่งตั้งลูกพี่ลูกน้องของท่านให้ดำรงตำแหน่งแทน นามว่า ชัยค์อับดุรเราะห์มาน อันนาวาวีย์ ท่านได้ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงเดือน ท่านก็ถึงแก่อาสัญกรรมลง คิเดวีย์ก็ได้แต่งตั้งชัยค์ซาลีม อัลบาซารีย์ ให้ดำรงตำแหน่งแทน หลังจากนั้น 3 ปี ชัยค์ซาลีมก็ลาออกจากตำแหน่ง คิเดวีย์จึงได้แต่งตั้งให้ชัยค์ ฮะซูนะห์ให้เข้ารับตำแหน่งนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก ท่านก็ได้ลาออกอีก ในปี 1909 และเสียชีวิตในปี 1924 และท่านได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเอกในวันงานฉลองมหาวิยาลัยฯ ครบรอบ 1,000 ปี

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. سلم المستر شدين في احكام الفقه والدين
  2. قانون تنظيم الازهر

 

 

ลำดับที่ 24

الامام عبد الرحمن القطب النواوي الحنفي

24อิหม่าม อับดุรเราะห์มาน อัลกุฏุบ อันนะวาวีย์ อัลฮะนาฟีย์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของชัยค์อัซฮัรคนที่ 23

        เกิดในปีที่ 1829 บ้างก็ว่าเกิดในปี 1839 ที่หมูบ้านนาวา จังหวัดอัลมินยา หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้วนั้นก็ได้เดินทางไปยังกรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลับอัลฮัซฮัร หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่นได้เข้าทำงานเป็นเลขาฟัตวา ที่มัญลิสอัลอะห์กาม เป็นผู้ช่วยเชคบักลีย์ เป็นผู้พิพากษาที่จังหวัดญีซ่า ต่อมาย้ายไปประจำที่จังหวัดอัลฆ็อรบียะห์ เป็นประธานศาลที่กรุงไคโร และย้านไปที่จังหวัดอะเล็กซันเดรีย ทำหน้าที่ฟัตวาของกระทรวงอัลฮาก่อนียะห์ (กระทรวงยุติธรรม) ปี 1990 ได้รับแตให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งเดือนท่านก็ถึงแก่อาสัญกรรมและไม่ปรากฏชื่อตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้

(ส่วนหนึ่งจากชัยค์อัซฮัรที่มิได้เรยบเรียงตำราไว้ เช่น ชัยค์อับดุรเราะห์มาน อัลกุฏุบ,  ชัยค์ซาลีม อัลบัซรีย์,  ชัยค์อาลี อัลบับลาวีย์,  ชัยคือะห์มัด อัซซัรยีนีย์,  ชัยค์อัญญัยซานีย์

 

 

ลำดับที่ 25

الامام سليم ابي فراج البشري المالكي

25อิหม่าม ซาลีม อะบีฟารอจ อัลบัชรีย์ อัลมาลีกีย์

         เกิดที่ตำบลบาซัร จังหวัดบุฮัยเราะห์  ปี 1832 ท่านเป็นเด็กกำพร้า เนื่องจากบิดาเสียชีวิตขณะที่ท่านอายุเพียง 7 ขวบ หลังจากท่องจำกุรอานแล้ว (เมื่ออายุท่านได้ 9 ปี) ท่านจึงเดินทางเข้ากรุงไคโรไปอาศัยอยู่กับผู้เป็นน้า ซึ่งเป็นปราชญ์ประจำอยู่ที่มัสยิดซัยยิดะห์ซัยหนับ จึงอยู่ศึกษากับผู้เป็นน้าในสาขาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาฟิกฮ์มาลีกี เพราะหมู่บ้านเดิมของท่านั้นส่วนใหญ่สังกัดมัศฮับมาลีกี ท่านช่ำชองวิชาฟิกฮ์มาลีกีมากจนกระทั่งในที่สุดได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นากีบ ลิสซาดะห์ อัลมาลีกี (หัวหน้าปราชญ์มาลีกีสูงสุด) ปี 1901 และท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ซึ่งแต่แรกนั้นท่านได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนี้ เนื่องจากท่านชรามากแล้ว แต่เนื่องจากได้รับการร้องขอจากหลายภาคส่วนให้รับตำแหน่งนี้ สุดท้ายท่านจึงรับตำแหน่งนี้ไว้ หลังจากนั้นประมาณ 4 ปี ท่านก็ได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ เนื่องจากถูกประท้วงอย่างรุนแรง เพราะเหตุที่ท่านได้วางกฎระเบียบการสอบข้าวของผู้ที่จะสอบในมหาวิทยาลัยอัลอัซซฮัร และการแต่งตั้งชัยค์อะห์มัด อัลมันซูรีย์ ให้ดำรงตำแหน่งชัยค์รุวาก (ปอเนาะที่มัสยิดอัซฮัร) ซึ่งทางฝ่ายของฮากิมประเทศไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งในครั้งนี้ และพยายามให้ท่านถอดถอนชัยค์อะห์หมัด อัลมันซูรีย์ออกจากตำแหน่งดังกล่าว แต่ท่านไม่ทำตาม จึงเป็นผลให้ฝ่ายฮากิมรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนในที่สุดท่านจึงลาออกจากตำแหน่งชัยอัซฮัร ในปี 1909 ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกครั้ง ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับรัฐบาล ด้วยความกล้าหาญของท่าน ในห้วงเวลาที่ท่านได้ลาออกครั้งแรกนั้น เช้าวันต่อมาท่านก็มาสอนหนังสือตามปกติ วันนั้นมีปวงปราชญ์มานั่งฟังการสอนหนังสือของท่านมากกว่า 500 ท่าน ทั้งนี้ไม่นับรวมศิษยานุศิษย์อีกจำนวนนับไม่ถ้วน

เงื่อนไขส่วนหนึ่งที่ท่านได้ตกลงไว้กับรัฐบาลต่อการกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่อีกครั้ง คือ รัฐบาลต้องให้เกียรรติอุลามาอ์ และนักศึกษาต้องเป็นอิสระ และต้องขยายปอเนาะให้แก่พวกเขา (ขยายห้องรูว๊ากที่มัสยิดอัซฮัร) ต้องส่งคืนสิทธิของพวกเขาที่ทางการริบเอาไป ต้องเพิ่มเงินเดือน ซึ่งแต่เดิมอัซฮัรเป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล มีทรัพย์สินวากัฟมากกว่ารัฐบาล ต่อมารัฐบาลโดยการนำของมูฮัมมัด อาลี และพรรคพวกได้ยึดเอาไปเป็นของรัฐบาลทั้งหมด และจัดบประมาณให้เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งชัยค์ซาลีมของคืนกลับมาเป็นเงือนเดือนอาจารย์ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็หลายร้อยล้านปอนด์เลยทีเดียว

ส่วนหนึ่งจากมรดกที่ท่านทิ้งไว้ เช่น

  1. حاشية على رسالة اشيخ عليش فى التوحيد
  2. حاشية تحفة الطلاب على شرح رسالة الاداب
  3. المقاومات السنة
  4. الاستئناس في بيان الاعلام

 

 

ลำดับที่ 26

الامام علي محمد احمد المالكي الحسيني الادريسي الببلاوي

26อิหม่าม อาลี มูฮัมมัด อะห์มัด อัลฮุซัยนีย์ อัลอิดรีซีย์ อัลบับลาวีย์

         เกิดที่หมู่บ้านบับลา จังหวัดอิสมูต ปี ค.ศ. 1835 สืบเชื้อสายจากท่านฮูเซ็นบตรอาลี (ร่อดิยัลลอฮูอันฮุมา) หลังจากท่องจำอัลกุรอานและศึกษาวิชาการเบื้องต้นแล้ว จึงได้เดินทางเข้ากรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อกับบรรดาอุลามาอ์อัซฮัร เช่น ชัยค์อันบาบีย์ ชัยค์อะลีช ชัยค์อัลอัซยูต และศึกษาวิชาฟิกฮ์ฮานาฟีกับชัยค์อันนาวาวีย์ ศึกษาฟิกฮ์มาลีกีกับชัยค์บับลาวีย์ ต่อมาได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานตุรุกซูฟียะห์ (نقابة الطرق الصوفية) เนื่องจากท่านเป็นประธานอัชรอฟอยู่แล้ว (نقيب الاشراف) ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 6 เดือนเชาวั้ล 1312 ต่อมาปี 1902 บ้างว่า 1904 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ท่านก็เหมือนกับท่านชัยค์คนอื่นๆที่มีความเห็นไม่ตรงกับคิเดวีย์ผู้มีอำนาจการปกครอง ถูกบีบบังคับนานัปการ สุดท้ายจึงลาออกจากตำแหน่งในปี 1905 และถึงแก่อาสัญกรรมในปีนั้นเอง ท่านเคยสอนที่มัสยิดฮูเซ็น และทำงานที่องค์การหนังสือ

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านเรียบเรียงไว้ เช่น

  1. رسالة في فضائل ليلة النصف من شعبان
  2. اعجاز القرآن
  3. الانوار الحسينية

 

 

ลำดับที่ 27

الامام عبد الرحمان احمد الشبراوي الشافعي

27อิหม่าม อับดุรเราะห์มาน อะห์มัด อัชชิรบีนีย์ อัชชาฟีอีย์

        เกิดที่ตำบลชิรบีน ไม่ปรากฏวันเดือนปีเกิด เริ่มต้นการศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และเป็นที่รักใคร่ของบรรดาคณาจารย์เป็นอย่างมาก ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญตำราต่างๆมาก ช่วงเวลาที่ชัยค์อัซฮัรคนก่อนดำรงตำแหน่งอยู่นั้น มหาวิทยาละยอัลอัซฮัรถึงคราตกต่ำเป็นอย่างมาก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคิเดวีย์เป็นอย่างมาก มิให้ปรับปรุงสร้างความเจริญแก่มหาวิทยาลัย จนกระทั่งชัยค์อัซฮัรต้องจำใจลาออกจากตำแหน่ง  ต่อมาทางคิเดวีย์ได้เกลี้ยกล่อมให้ชัยค์อัซฮัรรับตำแหน่งนี้กลับไปดำรงต่อ และในที่สุดท่านก็ยอมรับตำแหน่งนี้ วันที่ 12 มกราคม ฮ.ศ. 1323 / ค.ศ. 1905 ทางคิเดวีย์ได้จัดงานเฉลิมฉลองการรับตำแหน่งของชัยค์อัซฮัรอย่างยิงใหญ่มโหฬาร พวกเขาถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกเพื่อเป็นการเทิดเกียตริท่านชัยค์ ในช่วงแรกก็ให้การสนับสนุนอัซฮัรเป็นอย่างดี แต่ในที่สุดท่านก็ต้องลาออกจากตำแหน่งอีกครา เมื่อปี 1906 และถึงแก่อาสัญกรรม ปี 1926

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. تقرير حاشية البناني في اصول الفقه
  2. تقرير على حاشية ابن قاسم
  3. فيض الفتاح في البلاغة

 

 

ลำดับที่ 28

الامام محمد ابو الفضل الجيزاوي المالكي

28อิหม่าม มูฮัมมัด อะบุ้ลฟัฎล์ อัลญีซาวีย์ อัลมาลีกีย์

        เกิดที่ซูวารอก อัลค็อดวีย์ จังหวัดญีซ่า ปี 1847 ถึงแก่อาสัญกรรมปี 1927 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับบรรจุเป็นปราชญ์ที่เมืองอเล็กซันเดรีย และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสำนักงานชัยค์อัซฮัร และได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดประจำกระทรวงอัลอัซฮัร วันที่ 14 เดือนซุ้ลฮิจญะห์ ฮ.ศ. 1334 / ค.ศ. 1917 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และเป็นผู้นำสูงสุดในมัศฮับมาลีกี ภายหลังจากที่ได้รับตำแหน่งแล้วท่านได้เปลี่ยนโฉมหน้าหลักสูตรการศึกษาใหม่โดยทอนเวลาเรียนให้สั้นลง ให้กินระยะเวลาเพียง 4 ปี และจัดตั้งแผนกพิเศษ อัตตัคศีศ (التخصيص) จนกว่าจะได้รับอิญาซะห์ الاجازة และอัลอาลีมียะห์العالمية  เสียก่อน จึงจะเข้าสอนหรือทำงานด้านศาสนาได้ สำหนับวิชาที่ต้องศึกษา คือ الصرف / النحو / البلاغة / الاصول / الفقة / التفسير / الحديث / الادب / المنطق / التوحيد / التاريخ / الاخلاق สำหรับระยะเวลาในการศึกษาสมัยท่านมีระดับชั้น อิบติดาอีย์ ซะนาวีย์ อัลอาลิมียะห์ หรืออัตศีศ

ส่วนหนึ่งจากงานประพันธ์ที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดก เช่น

  1. تعليقات على شرح العضد
  2. الطراز الحديث
  3. كتاب تحقيقات شريعة

 

 

ลำดับที่ 29

الامام محمد مصطفى محمد المراغى الحنفي

29อิหม่าม มูฮัมมัด มุศตอฟา มุฮัมมัด อัลมะรอฆีย์ อัลฮะนะฟีย์

          เกิดที่ตำบลอัลมาฆี จังหวัดซูฮาจ 1881 ศึกษาที่มอัซฮัรแต่เยาว์วัยจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับอัลอาลิมียะห์ เมื่อวันที่ 12 รอบีอุ้ลเอาวั้ล ฮ.ศ. 1322 ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 เมื่ออายุ 24 ปี ถ้าเทียบกับอุลามาอ์อื่นๆแล้ว ถือว่าท่านเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุด ต่อมาท่าได้เป็นผู้พิพากษาที่ประเทศซูดาน ได้รับเงินเดือนขณะนั้น 14 ปอนด์อียิปต์ ตำแหน่งต่อมา คือรัฐมนตรีเอากอฟ ประธานศาลชารีอะห์ และดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรในปี 1928 ตามลำดับ ซึ่งอายุขณะนั้น 48 ปี ต่อมาปี 1929 ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งชัยค์อัซฮัร เนื่องจากเกิดข้อพิพาทกับกษัตริย์ฟูอาด กรณีการปรับปรุงอัซฮัร ต่อมาปี 1935 ท่านได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ใหม่อีกครา เนื่องจากได้รับการผลักดันจากปวงปราชญ์และศิษยานุศิษย์หลายท่าน และรัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองการกลับมาดำรงตำแหน่งของท่านอย่างยิ่งใหญ่ ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธ ที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1945

      ขณะดำรงตำแหน่งท่านได้เรียกร้องให้เปิดศูนย์วิจัย () เรื่องต่างๆ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และหลีกเลี่ยงจาการเอาพรรคเอาพวก ไม่ยึดถือเอาเพียงมัศฮับเดียว ไม่ยอมรับผลการวินิจฉัยของกลุ่มความเชื่อผิดแผกอื่นๆ หรือยึดถือว่าตนเองถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว คนอื่นผิดหมด ซึ่งจะเป็นมูลเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นในในหมู่ชนชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงพยายามที่จะลดทอนความขัดแย้งในกลุ่มมุสลิม

      ต่อมา ท่านได้เปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาใหม่ คือ ระดับชั้นอิบติดาอีย์ให้ใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี ระดับซะนะวีย์ 5 ปี และระดับมหาวิทยาลัยซึ่งแบ่งออกเป็น 3 คณะ

คณะชะรีอะห์

  1. คณุซูลุดดีน
  2. คณะลุเฆาะห์

สำหรับคณะอุซูลุดดีนได้แบ่งออกเป็น 5 แผนก

อัลอาลีย์

  1. อัลอาลียะห์ พร้อมๆกับอนุญาตให้ทำการสอนได้
  2. อัลอาลิมียะห์ สาขาเตาอีด พร้อมๆกับอนุญาตให้ทำการสอนได้
  3. อัลอาลิมียะห์ สาขาวิชาที่ว่าด้วยเรื่องอัลกุรอาน และอัลฮาดีษ
  4. อัลอะลามียะห์ แผนกประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม (เที่ยวเท่า ดร. ปรัจจุน)

       สำหรับคณะลูเฆาะห์ อักษรศาสตร์ นั้น แบ่งออกเป็น 4 แผนก เมื่อสันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1935 ท่านได้จัดตั้งคณะอะห์ลุ้ลฟัตวาแห่งอัลอัซฮัร เพื่อตอบปัญหาศาสนา โดยมีคณะกรรมการรวม 11 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการมัศฮับมาลีกี มัศฮับชาฟีอี มัศฮับฮานาฟี อย่างละ 3 ท่าน และมัศฮับฮัมบาลี 2 ท่าน ปี 1911 ท่านได้ริเริมก้อตั้งสภาปวงปราชญ์อาวุโสแห่งโลกอิสลาม และมีผลงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก

ส่วนหนึ่งผลงาน ในด้านงานเขียนของท่าน เช่น

  1. الاولياء المحجورون
  2. تفسير جزء تبارك
  3. رسالة الزمالة الانسانية
  4. بحوث في التشريع الاسلامي
  5. الدروس الدينية
  6. بحث في وجوب ترجمة القرآن

และท่านเป็นผู้ริเริ่มนำวิชาฟิกฮ์มุกอร็อน วิชาศาสนาเปรียบเทียบ วิชาประวัติศาสตร์ศาสนาต่างๆ มาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านเป็นคนแรกที่เปลี่ยนแปลงระบบการนั่งเรียนล้อมวง มาเป็นการเรียนการสอนแบบระบบมหาวิทยาลัยทั่วไป

 

 

ลำดับที่ 30

الامام محمد الاحمدي ابراهيم الظواهري الشافعي

30อิหม่าม มุฮัมมัด อัลอะห์มะดีย์ อิบรอฮีม อัฎฎ่อวาฮีรีย์ อัชชาฟีอีย์

         เกิดที่หมูบ้านกัฟร์ ฎอวาฮีร จังหวัดอัชชัรกียะห์ ปี 1887 บิดาเป็นปราชญ์คนหนึ่งแห่งอัซฮัร เป็นนักซูฟี ปู่ของท่านชื่ออิบรอฮีม เป็นนักซูฟีที่โด่งดังในกลุ่มตอรีเกาะห์ซูฟีชาวอีอิปต์และโลกอิสลาม ท่านได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ตาอาลา ให้โปรดอภัยโทษให้ลูกหลานของท่าน และผู้ที่รับประทานอาหารของท่าน และแล้วอัลลอฮ์ ตาอาลาก็ได้ประสาทพรแก่ท่าน หลังจากนั้นเรื่องราวนี้ได้แพร่สะพัดออกไป จึงมีผู้คนหลั่งไหลมาที่บ้านของท่านเพื่อขอรับอาหารของท่าน จนถึงกระทั่งต้องนำอาหารมาหักแจกกินกันเลยทีเดียว

         ท่านได้เริ่มศึกษาหลังจากท่องจำกุรอานแล้วกับอุลามาอ์หลายท่าน โดยท่าได้เรียนแบบล้อมวงจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับอัลอาลิมียะห์ (เทียบเท่า ดร. สมัยนี้) โดยมีชัยค์มูฮัมมัดอับดุฮ์ เป็นหัวหน้าบรรยายสอน ท่านเกือบจะไม่ได้รับประกาศนียบัตรฉบับนี้ เพราะเหตุที่ท่านอยุยังน้อยมาก แต่เนื่องจากที่ท่านมีสติปัญญาอันปราดเปรื่องมากจึงทำให้ได้รับประกาศนียบัตรมาได้ หลังจากนั้นท่านได้เข้าสอนที่โรงเรียนเขตฏอนฎอ อัลอะห์มะดีย์  ในช่วงนั้นท่านได้เรียบเรียงตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง นามว่า “ อัลอิลม์ วั้ล อุละมาอ์”เนื้อหาเชิงกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงอัซฮัร ให้ดีขึ้น แต่ก็ต้องถูกต่อต้ายจากผู้บริหารอัซฮัร สุดท้ายถูกชัยค์ชิรบีนีย์เผาทิ้ง ต่อมาได้รับตำแหน่งชัยค์แห่งโรงเรียนฏอนฏอ  ต่อมาได้รับตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสูงสุดของอัลอัซฮัร ต่อมาในปี 1929 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร หลังจากที่ได้รับตำแหน่งแล้ว ในปี 1930 ท่านได้จัดตั้งให้มีคณะชะรีอะห์ คณะอุซุลุดดีน คณะอักษรศาสตร์ โดยจัดวิชาให้ศึกษาโดยเฉพาะแต่ละบุคคล และจัดหน้าที่ไว้รองรับหลังจบการศึกษาแล้ว ผู้ที่จบการศึกษาจากคณะชะรีอะห์จะเข้าเป็นกอฎี ผู้ที่จบการศึกษาจากคณะอุซูลุดดีน จะรับงานเป็นค่อตีบ อีหม่าม นักเผยแพร่อิสลาม ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จะรับหน้าเป็นครู

ต่อมาได้เกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างในกลุ่มคณะผู้บริหาร จนท่านตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเมื่อ วันที่ 23 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. 1354 / ค.ศ. 1935 ต่อมาชัยค์มะรอฆียก็เข้ามารับตำแหน่งนี้อีกครั้งหลังจากได้ลาออกไปก่อนหน้าชัยค์อัฎฎอวาฮีรีย์  และถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1944

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1.  العلم واعلماء
  2. رسالة الاخلاق الكبرى
  3. الوصايا والادب
  4. مقادير الاخلاق
  5. برائة الاسلام من اوهام العوام
  6. التفاضل باذلفضيلة

 

 

ลำดับที่ 31

الامام الفيلسوف مصطفى حسن احمد عبد الرزاق الشافعي

31อิหม่าม อัลฟัยละซูฟ มุศตอฟา ฮะซัน อะห์หมัด อับดุรร็อซซาก อัชชาฟีอีย์

      เกิดที่หมู่บ้านอะบูญะรอจ จังหวัดมีนียา ปี 1885 ปู่ของท่านเป็นกอฎีเมืองอัลบะห์ และเป็นสหายของฮากิมแห่งอียิปต์ ซาอีด บาช่า หลังจากท่องจำกุรอานแล้วจึงได้เดินเข้าสู่กรุงไคโร เอศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และได้ศึกษากับปวงปราชญ์หลายท่าน โดยมีชัยค์มูฮัมมัด อับดุห์ เป็นอาจารย์พิเศษจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และได้ร่วมกมือกับชัยค์มูฮัมมัด อับดุห์ ก่อตั้งสมาคม อัลญัมอียะห์ อัลค็อยรียะห์ อัลอิสลามียะห์ ท่านรับตำแหน่งเป็นเลขาของสมาคมฯ และได้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนอัลกุฏอต์อัชชัรอียะห์ ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลับซูรบูน และได้เป็อาจารย์สอนภาษาอาหรับที่มหาวิทยาลัยลียูน ท่านได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ ท่านอิหม่ามชาฟีอีกับผู้วางรากฐานนิติศาสตร์อิสลามผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1914 เสียก่อน ท่านจึงเดินทางกลับประเทศพร้อมกับเพื่อนๆ โดยมิยังไม่ทันได้สอบ กกลับมาแล้ว ท่านได้เข้ารับตำแหน่งเลขานุการสภามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ปี 1916 ได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้ตรวจการที่ศาลชารีอะห์ ปี 1927 เป็น ศ. ดร. สอนที่คณะวรรณคดี แผนกปรัชญา ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศาสนสมบัติหลายครั้ง สุดท้ายปี 1945 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และถึงแก่อาสัญกรรม ในปี 1947

ส่วนหนึ่งจากผลงานที่ท่านเรียบเรียงไว้ เช่น

  1. التمهيج التاريخ الفلسفة
  2. رسالة بالفرسية عن معنى الاسلام
  3. فيلسوف العرب والمعلوم الثاني
  4. الامام الشافعي
  5. الامام احمد عبده

และตำราอื่นๆ อีกมากว่า 20 ชุด

 

 

ลำดับที่ 32

الامام السيد محمد الخضر حسين المالكي

32อิหม่าม มุฮัมมัด มะมูน อัชชะนาวีย์ อัลมาลีกีย์

       เกิดที่หมู่บ้านซัรกอ จังหวัด อัดดาเกาะห์ลียะห์ ปี 1880 บ้างว่า ปี 1885 ที่ถูกต้องคือ วันที่ 10 สิงหาคม 1878 หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้ว ท่านได้เดินทางเข้ากรุงไคโร และได้พักอาศัยอยู่กับชับค์ซะนาวีย์เ ผู้เป็นพี่ชายคนโต ได้เริ่มศึกษาที่อัซฮัรกับบรรดาคณาจารย์หลายท่าน เช่น ชัยค์อะบุ้ลฟัฏล์ อัลบัยซาวีย์ ด้วยที่ท่านเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ จึงเป็นเหตุให้ถูกอิจฉา และถูกใส่ร้ายมาตลอด จนกระทั่งถึงวันสอบเป็นเหตุให้อาจารย์เข้มงวดเฝ้าจับตาดูท่านเป็นพิเศษ เนื่องจากได้มูลมาว่าท่านอาจทุจริตได้ อาจารย์ทีทำการทดสอบท่านั้นได้ใช้เวลาการสอบสัมภาษณ์เกือบทั้งวัน และถามคำถามที่ยากที่สุด แต่ท่านก็สามารถตอบได้ทุกคำถาม และสอบผ่านได้รับปริญญาบัตรระดับอาลิมียะห์สำเร็จ ในปี 1906 หลังจากนั้นท่านได้เป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนอะเล็กซันเดรีย และปี 1934 ได้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการญามาอะห์กิบารอุละมาอ์ และปี 1944 ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอัลอัซฮัรพร้อมกับตำแหน่งประคณะอะห์ลุ้ลฟัตวา และในปี 1948 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และถึงแก่อาสัญกรรม ปี 1950

       ขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นท่านได้พยายามส่งเสริมให้นักศึกษาไปศึกษาต่อต่างประเทศ และเปิดรับพร้อมให้ทุนนักศึกษาต่างชาติ เพื่อให้มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านให้ความสะดวกแก่นักศึกษาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย การเรียน และอื่นๆ ท่านมุ่งอยู่กับการสอน และการบริหาร จึงไม่ได้เรียบเรียงตำราไว้ และท่านได้รับเกียรติจากกษัตริย์ฟูอาด ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ท่าน และสวมเสื้อไข่มุกให้ท่าน

 

 

ลำดับที่ 33

الامام عبد المجيد سليم الحنفي

33อิหม่าม อับดุลมะญีด ซะลีม อัลฮะนะฟีย์

        เกิดที่หมู่บ้านมีตซาฮาละห์ จังหวัดมุนูฟียะห์ วันที่ 13 ตุลาคม ปี 1882 หลังจากท่องจำอัลกุรอานจบแล้วได้เดินทางเข้าสู่กรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านได้ศึกษากับบรรดาคณาจารย์หลายท่าน หนึ่งในจำนวนนั้นมีท่านชัยค์มูฮัมมัด อับดุห์ และได้พำนักอยู่กับชัยค์มูฮัมมัดอับดุห์ที่ซุวาก อัลอับบาซีย์ เป็นเวลา 5 ปี และเริ่มศึกษาวิชาภาอาหรับ ปรัชญา ตรรกศาสตร์ และอื่นๆ จนกระทั่งแตกฉาน ท่านชอบวิชาปรัชญามากเป็นพิเศษ ซึ่งได้ศึกษามาจนเชี่ยวชาญจนเลื่องลือในหมู่เพื่อนนักศึกษาด้วยกัน ด้วยฉายาว่า อิบนุซีนาอ์ หลังจากนั้นท่านได้หันมาศึกษาฟิกฮ์กับชัยค์อะบูค็อตวะห์ เนื่องจากท่านมีปัญญาเฉียบแหลมกรอปกับกับเชี่ยวชาญวิชาปรัชญาและตรรกวิทยา และได้รับการสนับสนุนจากชัยค์มูฮัมมัดอับดุห์ จึงทำให้เป็นคนที่ได้รับอิสระไม่ต้องขึ้นกับใคร การฟัตวา การวิเคราะห์จักมักค้านกับทัศนะของนักวิชาการท่านอื่นๆ ท่านประกาศตัวเป็นอิสระ มายึดโยงตามมัศฮับใด ซึ่งเดิมทีท่านสังกัดมัศฮับฮานาฟีย์ โดยแนวความคิดที่ว่าไม่ยึดตามแนวทางมัศฮับใดนั้นเป็นความคิดของชัยค์ญะมาลุดดีน อัฟฆอนีย์ และชัยค์มูฮัมมัดอับดุห์ที่ป้อนความคิดนี้ให้ลูกศิษย์เรื่อยมา และชัยค์ซาลีมนี้ก็ได้รับแนวความคิดนี้มาอย่างเต็มรูปแบบ  ฉะนั้นประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ชัยค์ซาลีมนำเสนอนั้นจึงแตกต่างจากนักวิชาการส่วนใหญ่ เช่น การฟัตวาว่าด้วยเรื่องการอนุญาตให้สวมใส่หมวกปีที่พวกชาวยิวสวมใส่กันได้ ซึ่งได้รับการคัดค้านจากนักวิชาการสมัยนั้นเป็นอย่างมาก ท่านมีความคิดที่จะรวมมัศฮับต่างๆ เข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า (تقريب المذهب) ให้เป็นแนวความคิดเดี่ยว หรือใกล้เคียงกันที่สุด แต่แล้วประเด็นนี้ก็ยังเป็นความคิดที่ยังถกเถียงกันไม่สิ้นสุดจนยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งแนวความคิดนี้ทำให้ชัยค์ชัลตูรได้นำมาประยุกต์สอนในคณะชะรีอะห์ และคณะดิรอซาตอัลอิสลามมียะห์ หรือที่รูจักกันในวิชาที่มีชื่อว่า فقه مقارن นิติศาสตร์เปรียบเทียบ

      ท่านได้รับเกียรติบัตรนิยมอันดับ 1 ในปี 1908 หลังจากนั้นท่านได้เข้าเป็นอาจารญ์ที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และเป็นผู้พิพากษาศาลชะรีอะห์ ซึ่งท่านจะเน้นย้ำเชิงศาสนาเปรียบเทียบ คือสอนควบคู่กันระหว่างมัศฮับต่างๆ และได้รับแต่งตั้งให้ดดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร เมื่อเดือนตุลาคม ปี 1950 ต่อมาเมื่อ4 กันยายน 1951 ท่านได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งนี้ เนื่องจากกษัตริย์ฟารูกได้ดำริให้ตัดทุนงบประมาณของอัซฮัร ทำให้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพื่อเอาอกเอาใจต่อประเทศอังกฤษ จึงเป็นเหตุให้คณะผู้บริหารอัซฮัรไม่พอใจและต่อต้านกษัตริย์ฟารูกอย่างถึงที่สุด จนในที่สุดกษัตริย์ฟารูกต้องยอมเดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ที่เกาะบารีย์ ประเทศอิตาลี หลังจากที่ปลดชัยค์พ้นจากตำแหน่ง หลังจากนั้นก็มีการประนีประนอมกัน และชัยค์ก็กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1952

       ต่อมาหลังการปฏิวัติในเดือนมิถุนายน หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า เซาเราะห์ยูนียู ขณะนั้นรัฐบาลโดยการนำของฟัตฮี่ย์ ริดวาน พยายามครอบงำและแทรกแซงอัซฮัรทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้ชัยค์ซาลีมต้องลาออกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 1952 จะเห็นว่าชัยค์อัซฮัรทุกท่านถูกแทรกแซงจากนักการเมืองทั้งสิ้น บางท่านก็ทนอยู่ในตำแหน่งต่อไป บ้างท่านก็ต้องลาออกหรือไม่ก็ถูกปลดออก และท่านถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1954

ส่วนหนึ่งจากผลงานที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. คำฟัตวามากกว่า 10,000 เรื่อง
  2.  مقالات في الصحف والمجالات
  3. رسالة الاسلام
  4. خواطر حول الثعصب
  5. القطعيات والظيات

       ท่านได้วางหลักใหญ่ๆ ไว้ให้นักวิชาการอัซฮัรได้ใช้ปฏิบัติสืบไป คือ ในเมื่อทหารมีหน้าที่ต้องออกรบในสมรภูมิ นักวิชาการอัลอัซฮัรก็ต้องมีความรู้ที่กว้างขวางและต้องมีมารยาทที่ดีงาม

 

 

ลำดับที่ 34

الامام ابراهيم حمروش الحنفي

34อิหม่าม อิบรอฮีม ฮัมรูช อัลฮะนะฟีย์

      เกิดที่หมู่บ้านอัลคอวาลิด จังหวัดบุฮัยเราะห์ วันที่ 10 มีนาคม ปี 1880 หลังจากท่องจำกุรอานแล้วท่านได้เดินทางเข้ากรุงไคโร เพื่อศึกษาต่อที่อัซฮัรกับนักวิชาการหลายท่าน ส่วนหนึ่งคือ ชัยค์มูฮัมมัดอับดุห์ ชัยค์อะบูค๊อตวะห์ มุฟตีบาคีต และท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรชั้นอาลีมียะห์ ในปี 1906 ซึ่งท่านเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดในเพื่อนร่วมชั้นเดียวกัน

       ท่านเป็นนักวิชาการสายฮานาฟีแนวหน้าท่านหนึ่ง ท่านได้เริ่มสอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรในปี 1906 ต่อมาได้เปิดวิทยาลัยอัลก่อฏออ์ อัชชัรอีย์ (مدرسة كلية  القضاء الشرعي) ท่านได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์สอนวิชาฟิกฮ์ในวิทยาเขตแห่งนี้ ในปี 1980 ต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นกอฎี ศาลชะรีอะห์ ปี 1928 และดำรงตำแหน่งเป็นชัยค์แห่งมะฮัดอัซยูต ต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นชัยค์มะฮัดที่ซะกอซีก ปี 1932 และได้มีการก่อตั้งคณอักษรศาสตร์อาหรับขึ้น ท่านจึงได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งคณะบดีเป็นคนแรกอีกด้วย และในปี 1944 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งชัยค์แห่งคณะชะรีอะห์ ต่อมาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานอะห์ลุ้ลฟัตวา ปี 1932  และได้มีการตั้งสภาอักษรศาสตร์อาหรับ ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมด้วย และในเดือนกันยายน 1951 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร สิ่งแรกที่ท่านต้องประสบก็คือ การตัดงบประมาณที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยชัยค์ท่านก่อนนี้แล้ว เนื่องจากประเทศอียิปต์ขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอยู่ อังกฤษพยายกดดันอัซฮัรอย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุให้ชัยค์ ปวงปราชญื นักวิชารการ ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านอังกฤษจนเกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดชัยค์ก็ถูกบีบออกจากตำแหน่ง เมื่อเดือนมกราคม 1952 และถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1960

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านเรียบเรียงไว้ เช่น

  1. عوامل نمو اللغة
  2. ول عديدة ودراسات في المجمع اللغوي

 

 

ลำดับที่ 35

الامام السيد محمد الخضر حسين المالكي

35อิหม่าม อัซซัยยิด มุฮัมมัด อัลคุฎร์ ฮัซัยน์ อัลมาลิกีย์

      เชื้อชาติเดิมเป็นชาวแอลจีเรีย เกิดที่เมืองนัฟตะห์ ประเทศตูนีเซีย เมื่อวันที่ 25 ร่อญับ ค.ศ. 1876 หลังจากท่องจำกุรอานแล้วได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซัยตูนะห์ เมื่อปี 1889 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาขั้นอาลิมียะห์ ปี 1903 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เดินทางไปยังตะวันออกจนเกือบถึงกรุงตอรอบาลูซ طرابلس หรือกรุงทิโปลี่ แล้วได้พำนักอยู่ที่นั่น ต่อมาได้เดินทางกลับประเทศตูนีเซียอีกครั้งหนึ่งและได้เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยซัยตูนะห์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกอิสลาม ในปี  ฮ.ศ. 1321 และเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารอัลดุดมา ต่อมาในปี 1905 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกอฎี ผู้พิพากษา และเป็นอาจารย์สอนวิชาคิตอบะห์ ต่อมาในปี ฮ.ศ. 1326 ได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนอัศศอดีกียะห์ ในช่วงที่เกิดสงงครามอัตตอรอบียะห์ระหว่างตอนยานกับพวกอุสมาน ท่านได้หลบหนีสงครามไปยังประเทศแอลจีเรียห หลังจากนั้นก็กลับมายังประเทศตูนีเซียอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เดินทางไปประเทศสเปน ออกจากสเปนเดินทางต่อไปยังประเทศอียิปต์ ไปซีเรีย ไปอิตาลี ไปเยอรมัน และอีกหลายประเทศ สุดท้ายไปถูกจับระหว่างเดินทางจากประเทศสเปนไปซีเรียในครั้งที่สอง ในปี 1924 หลังจากพ้นมาจากที่คุมขังแล้ว ท่านได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ที่กล่าวชื่อมาแล้วอีกหลายครั้ง จนกระทั่งสุดท้าย ในปี ฮ.ศ. 1339* ได้เดินทางมายังประเทศอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง และเข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ จนกระทั่งได้สัญชาติอียิปต์ และต่อมาได้เข้าสอบเพื่อรับปริญญาบัตรชั้นอาลิมียะห์ ทึ่อัซฮัร ในปี ฮ.ศ. 1342 ต่อมาได้จัดตั้งสมาคมสหกรณ์แอฟริกาใต้  ต่อมาในปี ฮ.ศ. 1349 ได้ก่อตั้งนิตยสารอัลอัซฮัรขึ้น และในวันอังคารที่ 16 กันยายน 1952 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร อันทรงเกียรติ จวบจนถึงวันที่ 7 กันยายน 1954 ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ เนื่องจากชราภาพและป่วย และถึงแก่อาสัญกรรมในวันที่ 22 มีนาคม 1958

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. رسالة الاصلاح
  2. الخيال في الش العربي
  3. القياس في اللغة العربية
  4. ديوان الشعراء
  5. نقض كتاب الاسلام واصول الحكم
  6. آداب الحرب في الاسلام
  7. تعليقات مع الكتاب الموافقات للشاطبي

 

 

ลำดับที่ 36

الامام عبد الرحمن تاج الحنفي

36อิหม่าม อับดุรเราะห์มาน ตาญ อัลฮะนะฟีย์

      เกิดที่จังหวัดอัซยูต ปี 1896 หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้ว ครอบครัวได้ย้ายไปจังหวัดอเล็กซันเดรีย และท่านก็ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศาสนา ปี 1910 จนกระทั่งจบรัดับซะนะวีย์ โดยท่านสอบไล่ได้อันดับที่ 1 มาตลอดทุกชั้น หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา จนกรัทั่งสำเร็จการศึกษารับปริญญาบัตรระดับอาลิมียะห์ เกียรตินิยมอันหนึ่ง ปี 1923 และได้ศึกษาต่อแผนกผู้พิพากษาศาลชะรีอะห์ จนกระทั้งสำเร็จการศึกษาในปี 1926 หลังจากนั้นได้รับการบรรจุเป็นครูในมหาวิทยาลัยศาสนา ที่จังหวัดอัซยูต ต่อมาได้ย้ายมาสอนที่ซากอซีก หลังจากนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่อเล็กซันเดรียและกรุงไคโรตามลำดับ

      ต่อมาได้รับการบรรจุให้เป็นอาจารย์ของคณะชะรีอะห์ เมื่อปี 1933 แผนกกุฎออ์ชัรอีย์ และปี 1395 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการอะห์ลุ้ลฟัตวาในโควตามัศฮับฮานาฟี ต่อมาได้รับทุนการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัชชัรบูนที่ฝรั่งเศส จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาปี 1943 และกลับสู่ไคโรทำการสอนที่อัซฮัรตามเดิม ต่อมาได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้ตรวจการสูงสุด และดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้ดูแลนักศึกษานานาชาติ ต่อมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจสอบครูที่จะส่งไปสอนยังต่างประเทศ ต่อมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการคณะนักวิชาการอาวุโส

       ปี 1953 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร เรื่อยมาจนกระทั่งปี 1958 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสหภาพประเทศอาหรับ และปี 1961 ได้ยกเลิกตำแหน่งนี้ไป ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลามและสภาอักษรศาสตร์อาหรับ และถึงแก่อาสัญกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 12 เมษายน 1975 หลังจากเข้ารับตำแหน่งชัยค์อัซฮัรแล้ว ท่านได้บรรจุภาอังกฤษเป็นหลักสูตรให้มีการสอนทุกระดับชั้นเรียนที่อัซฮัร และได้บรรจุวิชาทหารเข้าสอนระดับชั้นอุดมศึกษาอีกด้วย ต่อมาท่านได้สร้างหอพักนานาชาติ หรือเรียกกันว่า مدينة البعوث الاسلامية ซึ่งได้แยกกันระหว่างนักศึกษาต่างชาติกับนักศึกษาอียิปต์ ซึ่งกินเนื้อที่ทั้งหมด 31 ไร่ เป็นหอพัก 31 อาคาร อาคารละ 3 ชั้น จุนักศึกษาได้ประมาณ 5,000 คน โดยมีนักศึกษาเข้าพักอยู่แล้วมากกว่า 71 ประเทศทั่วโลก และในเนื้อที่นั้นยังมีมัสยิด หอสมุด คลินิก คาฟิตตาเรีย สนามกีฬา โรงยิม วิทยาลัยอิสลามนานาชาติ และสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกมากมาย ต่อมาในสมัยชัยค์ฎอนฎอวีย์ ได้สร้างเพิ่มเติมอีกหลายอาคาร

      ปี 1955 ได้รับเชิญจากประธานาธิบดีซูกาโนแห่งอินโดนีเซีย ให้ไปร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในการได้รับอิสรภาพจากประเทศฮอลันดา ซึ่งได้เดินทางไปโดยเครื่องบินเที่ยวบินเดียวกับตัวแทนประธานาธิบดีญาม้าล อับดุลยาซิร (นัซเซอร์) รองประธานยาธิบดีญาม้าล ซาลิม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของประธานาธิบดีนัซเซอร์ ขณะที่เครื่องบินได้จอดทรานสิทที่ประเทศปากีสถานนั้น ทางประธานาธิบดีของประเทศปากีสถาน อุลามาอ์ และประชาชนชาวปากีสถานได้จัดสถานที่ต้องรับชัยค์และคณะผู้ร่วมเดินทางไว้อย่างยิ่งใหญ่ จัดขบวนรถประดับดอกไม้ไว้รองรับอย่างงดงาม โดยประธานาธิบดีได้เดินขนาบข้างมากับชัยค์และอุลามาอ์อัซฮัร มีการทักทายพูดคุยอย่างให้เกียรติที่สุด โดยมิได้ให้ความสำคัญกับคณะตัวแทนของประธานาธิบดีนัซเซอร์ ยาม้าล ซาลิม  ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้เดินทางไป จึงทำให้รองประธานาธิบดี ญาม้าล ซาลิม ถึงกับโกรธเคืองชัยค์อับดุรเราะห์มาน ตาญ เป็นอย่างมาก แต่ก็มิได้พูดอะไร หลังจากนั้นชัยค์และคณะก็ได้ออกเดินทางไปยังกรุงจากาตา ประเทศอินโดนีเซีย พอเดินทางมาถึงกรุงจากาตา ก็เกิดปรากฏการณ์อีกทำนองเดียวกัน คือ ประธานาธิบดีซูกาโน แห่งอินโดนีเซีย อุลามาอ์ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้การต้อนรับชัยค์และคณะอุลามาอ์อย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร มอบช่อดอกไม้ พวงมาลัยแก่ท่านชัยค์ โดยไม่มีความสนใจต่อรองประธานาธิบดีหรือคณะผู้แทนประธานาธิบดีนัซเซอร์เลย แม้แต่คำทักทาย ดังนั้น รองประธานาธิบดีจึงหันไปถามท่านชัยค์ว่า ท่านหรือกระผมที่เป็นหัวหน้าคณะเดินทางในครั้งนี้ ชัยค์ตอบว่า ทุกคนต่างเป็นหัวหน้าคณะกันคนละเรื่องคนละอย่าง ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีรู้สึกขุ่นเคืองมากยิ่งขึ้น จึงสั่งให้ชัยค์และคณะผู้ติดตามชัยค์ทั้งหมดกลับไปกรุงไคโรทันที ชัยค์ตอบว่า พวกเขาเป็นอุลามาอ์ผู้ทรงเกียรติ ถ้าจะกลับก็ต้องกลับพร้อมกันทั้งหมด โดยชัยค์ยืนยันไม่ยอมทำตามคำสั่งของรองประธานาธิบดี จึงเป็นเหตุให้เกิดรอยร้าวลึกๆ ระหว่างรัฐบาลกับอัซฮัรเรื่อยมา

      ต่อมาปี 1957 นายอาลี ซอบรีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีนัซเซอร์ ซึ่งอาลี ซอบรีย์คนนี้มีความเป็นหัวนิยมคอมมิวนิสต์รัสเซียนั้น ได้ขอร้องให้ประธานาธิบดีมอบอำนาจการดูแลกิจการฮัจย์ทั้งหมดแก่ตน แต่ประธานาธิบดีได้มอบอำนาจให้เขาควบคุมดูแลอัซฮัรแทน นายอาลี ซอบรีย์ จึงได้โอกาสนำลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าไปสอนที่อัซฮัร โดยพยายามยกเลิกระบอบอิสลามแต่ก็ได้รับการต่อต้ายจากชัยค์อัซฮัรและอุลามาอ์อย่างรุนแรง  ซึ่งประธานาธิบดีนัซเซอร์เองก็นิยมชมชอบระบอบคอมมิวนิสต์อยู่เช่นกัน จึงเป็นเหตุให้ชัยค์ถูกโยกย้ายจากชัยค์อัซฮัรไปเป็นรัฐมนตรีสหภาพประเทศอาหรับ ซึ่งมีประเทศอียิปต์ เยเมน ซีเรียรวมกัน ต่อมาซีเรียได้แยกตัวออกจากสหภาพประเทศอาหรับ ในปี 1961 ทำให้สหภาพนี้ล่มสลายไปในตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีฯ นี้จึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย หลังจากนั้น ชัยค์อับดุรเราะห์มาน ตาญ ก็ได้ทิ้งอัซฮัรไป โดยไม่กลับมาอีกเลย จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 เมษายน 1975 หลังเวลาละหมาดมัฆริบ และวันที่ 21 พฤษภาคม 1975 ทางสภาอักษรศาสตร์ก็ได้จัดงานแสดงไว้อาลัยแด่ท่าน

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ เช่น

  1. البابية وعلاقتها بالاسلام و بالفرنسية
  2. السياسية الشرعية
  3. الاحوال الشخصية
  4. مذكرة فقه مقارن
  5. حكم الربا
  6. الاسراء والمعراج
  7. شركات التأمين وغيرها
  8. تاريخ التشريع الاسلامي
  9. {لا} التي قيل انها زائدة في القرآن الكريم
  10. حروف الزائدة في القرآن الكريم
  11. الواو – الفاء- ثم – زائدةها في القرآن الكريم

และตำราอื่นๆ อีกมากว่า 25 ชื่อ

 

 

ลำดับที่ 37

الامام محمود شلتوت الحنفي

37อิหม่าม มะห์มูด ชัลตูต อัลฮะนะฟีย์

      เกิดที่หมูบ้านมะนียะห์ บานีมันชูร ตำบลอีตับอัลบารูด จังหวัดบุฮัยเราะห์ ปี 1839 หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้ว ก็ได้ศึกษาที่วิทยาลัยอิสกันดะรียะห์ ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่อปี 1918 หลังจากนั้นก็ได้บรรจุเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยนั้น ในช่วงนั้นได้มีการขับไล่อังกฤษที่มายึดครองอียิปต์ โดยการนำของซะอัด ซักลูล ซึ่งชัยค์ชัลตูตก็ได้เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติด้วยโดยอยู่เป็นฝ่ายสื่อสารมวลชน ต่อมา เมื่อชัยค์อัลมะรอฆีย์ได้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ท่านก็ได้ย้ายชัยค์ชัลตูตเข้ามากรุงไคโรและบรรจุเข้าเป็นอาจารย์สอนระดับชั้นอาลี (ชั้นสูงสุด) ขณะที่ชัยค์อัลมะรอฆีย์ (ชัยค์อัซฮัรคนที่ 29) ได้มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอัซฮัร ชัยค์ชัลตูตก็แสดงตัวเป็นคนแรกที่ให้การสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าวของชัยค์อัลมะรอฆีย์ โดยให้การสนับสนุนทั้งเป็นคำพูดและตีพิมพ์เป็นบทความลงให้หนังสือพิมพ์ประจำวัน เนื่องจากชัยค์ชัลตูตเป็นคนค่อนข้างจริงจัง มุทะลุ แต่แล้วแนวความคิดนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของกษัตริย์ฟูอาดจึงนำไปสู่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดชัยค์อัลมะรอฆย์ได้จึงจำต้องลาอกจากตำแหน่ง ต่อมาชัยค์อัฎฎอวาฮีรีย์ (ลำดับที่ 30) ได้เข้ารับตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ซึ่งท่านเป็นคนค่อนข้างรกการประนีประนอม ท่านเล็งเห็นด้วยกับการปฏิรูปอัซฮัร แต่ก็ให้เป็นระบบค่อยเป็นค่อยไป จึงเป็นเหตุให้อุลามาอ์และนักศึกษา เกิดความไม่พอใจและประท้วงขึ้น จึงนำมาสู่การให้ชัยค์ชัลตูตและปวงปราชญ์อีกหลายคนถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งงานราชการ หลังจากให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ท่านได้ไปทำงานเป็นทหายความอยู่ที่ศาลชะรีอะห์อยู่หลายปี และเป็นเหตุให้ท่านมัความคิดที่จะรวมชะรีอะห์ (กฎหมายอิสลาม)เข้ากับกฎหมายกอนูน (กฎหมายทั่วไป) ต่อมาศาลชะรีอะห์ได้ถูกยกเลิกไป จึงได้รวมเอาชะรีอะห์ไว้กับกอนูน เรียกว่า กอนูนอะห์ว้าล ชัคซียะห์ (قانون احوال الشخصية) ในกรณีที่เกิดปัญหาศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะส่งเรื่องมายังมัญมะอ์บุฮูส อิสลามมียะห์ ให้ทำการชี้ขาด

      ต่อมาปี 1935 ชัยค์ชัลตูต และเพื่อนอุลามาอ์ที่ถูกบังคับให้ลาออกก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ชัยค์อัลมะรอฆีย์กลับมาดำรงตำแหน่งวะกี้ลของคณะชะรีอะห์ ในปี 1937 ท่านได้รับเลือกให้ไปร่วมประชุมที่เมืองลาฮาย ประเทศฮอลันดา ในประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ และท่านได้รับรางวัลกรรมการดีเด่น ที่ได้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

       ต่อมาปี 1939 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการวิทยาลัยศาสนา เนื่องจากมีความคิดที่กว้างไกล มีแนวทางการปฏิรูปอัซฮัร ดังนั้นชัยค์อัลมะรอฆีย์จึงได้ย้ายท่านมาดำรงตำแหน่งวะกอ้ลที่คณะชะรีอะห์  ต่อมาปี 1941 ท่านได้นำเสนอบทวิจัยซึ่งเป็นผลงานของท่าน ต่อที่ประชุมที่ประเทศฮอลันดา ในหัวเรื่องที่ว่า المسئولية المدينة والجناية في الشريعة الاسلامية เสนอต่อ جماعة كبار العلماء เพื่อจะเข้าเป็นกรรมการ ในญะมาอะห์นี้ และคณะญะมาอะห์นี้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับชัยค์ชัลตูตเป้นหนึ่งในกรรมการของญะมาอะห์นี้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น مجمع البحوث الاسلامية สภาวิจัยอิสลาม และปี 2012 ได้ตั้งตั้งขึ้นมาใหม่อีกครั้งในชื่อว่า هيئة كبار العلماء โดยจอมพลฮูเซ็น ฎอนฎอวีย์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้ง หลังจากประธานาธิบดี ฮุสนีย์ มุบาร็อค ถูฏโค่นล้มอำนาจลง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2010

       ภายหลังจากที่ท่านได้เป็นคณะกรรมการฯ ท่านได้เสนอให้ก่อตั้งหอสมุดของญะมาอะห์ เพื่อรวบรวมวิชาการต่างๆไว้ เพื่อการค้นคว้า ต่อมา เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรจึงสร้างสำนักงานสภาวิจัยอิสลามขึ้น ซึ่งยังคงใช้ปฏิบัติการอยู่ถึงปัจจุบันนี้ และในปี 1946 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการ مجمع اللغة العربية สภาภาษาอาหรับ และได้รับเชิญให้ไปสอนวิชาฟิกฮ์ อัลกุรอานและซุนนะห์แก่นักศึกษาระดับปริญญาโท คณะชะรีอะห์อิสลามียะห์ คณะอัลฮุกูก ของมหาวิทยาลัยกษัตริย์ฟูอาด (มหาวิทยาลัยอัลกอฮีเราะห์ หรือเรียกอีกชื่อว่า มหาวิทยาลัยไคโร) ในปี 1950 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการอัลบุฮูส และสะกอฟะห์อิสลามียะห์

      ต่อมาในปี 1957 ฯพณฯ ท่านมูฮัมมัด อันวาร ซาดาด (ในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นประธานาธิบดี) เป็นประธานการประชุมโลกอิสลาม المؤتمر الاسلامي ได้แต่งตั้งให้ชัยค์ชัลตูตเป็นที่ปรึกษา ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง وكيل الازهر ปลัดกระทรวงอัซฮัร เป็นคณะกรรมการเชื่อมความสัมพันธ์และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และเป็นคณะกรรการศูนย์วิทยุ เป็นหัวหน้าคณะกรรมการอัลอาดาด และตากอลีดของกระทรวงพัฒนาสังคม เป็นหนึ่งในคณะผู้เริ่มการตั้งตั้งมูลนอธิดารุตตั๊กรีบ บัยนั้ล มะซาฮิบ อัลอิสลามียะห์ (การเลียบเคียงกันระหว่ามัศฮับของอิสลาม) จัดตั้งขึ้นเพื่อขจัดความขัดแย้งของการต่อสู้กัน และร่วมเชื่อมความสัมพัน์อันดีระหว่ากลุ่มต่างๆ ในอิสลาม และโดยอย่างยิ่งระหว่างกลุ่มชีอะห์และกลุ่มซุนนะห์ แนวทางนี้ได้มีผู้สืบสานต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

       ท่านเป็นนักเขียน ท่านจึงเขียนคอลัมน์ลงหนังสือพิมพ์ทุกวัน ท่านเป็นนักปาฐก ท่านจึงขึ้นกว่าวคุตบะห์ทุกวันศุกร์ที่มัสยิดที่มูฮัมมัด อาลีได้สร้างขึ้นที่พระราชวังของพระองค์ ที่เมืองมาเนี้ยล ในปี 1958 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นชัยค์อัซฮัร หลังจากได้รับการแต่งตั้ง ท่านได้ส่งหนังสือไปยัง ฯพณฯ ท่านกะมาลุดดีน ริฟอัด รัฐมนตรีกระทรวงอัซฮัร ของบประมาณเพื่อก่อสร้าง مجمع البحوث الاسلامية เพื่อป็นเสถานที่ประชุมของนักวิชาการสายซุนนะห์และชีอะห์ อันจะได้มาประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางรวมตัวกัน สามัคคีกันระหว่างสองสายนี้ และไม่เป็นศัตรูซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ซึ่งชาวชีอะห์ขณะนั้นมีจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน ซึ่ง 30 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศอิหร่าน ที่เหลือกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น อิรัค เยเมน เลบานอน คาบสมทรอาหรับ ปากีสถาน อินเดีย ฯลฯ โดยทางรัฐมนตรีกระทรวงอัซฮัรได้รับหนังสือจากชัยค์ชัลตูต และได้สั่งการให้ดำเนินการโดยทันที ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1931 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี เปิดประชุมครั้งแรกเมื่อปี 1964 มีคณะกรรมการทั้งหมด 50 คน โดยมีชัยอัซฮัรเป็นประธานคณะกรรมการฯ ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ท่านได้พยายามสร้างความร่วมมือ สร้างความสามัคคีกันระหว่างมุสลิมซุนนะห์กับมุสลิมชีอะห์ วึ่งปัจจุบันมรจำนวนมากกว่า 120 ล้านคน แต่ความพยายามของท่านก็ไม่เป็นผลสำเร็จที่ทีควรนัก ทุกวันนี้ก็ยังมีการแบ่งแยกกันระหว่างชาวซุนนะห์และชาวชีอะห์ ท่านได้รับการเชื้อเชิญจากต่างประเทศให้ไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ เช่น ประทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินเดีย โซเวียต อเมริกา เยอรมัน บราซิล ปากีสถาน ฯลฯ

        ท่านเป็นนักปฏิรูป ผู้พยายามเปลี่ยนแปลงอัซฮัรให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย จนกระทั่งวันที่ 5 สิงหาคม 1961 รัฐบาลได้ประกาศกฎระเบียบที่ 103 มีคำสั่งอย่างเป็นทางการให้อัซฮัรสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้ทันสมัยได้ และอนุญาตให้เปิดคณะแพทย์ศาสตร์ สถาปนิก ปรัชญา และคณะอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรจึงเปิดสอนทั้งสองสาย คือสายศาสนาและสามัญจนถึงปัจจุบัน และท่านถึงแก่อาสัญกรรมเมื่อวันที่ 27  เดือนร่อญับ ฮ.ศ. 1383 ซึ่งตรงกับคืออิสรออ์และเมี๊ยะรอจ

       ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียงเรียงไว้ เช่น

  1. فقه القران والسنة
  2. مقارنة المذهب
  3. يسئلونك
  4. القرآن والقتال
  5. منهج القرآن في بناء المجتمع
  6. القرآن والسنة
  7. تنظيم النسل
  8. رسالة الازهر
  9. الى القرآن الكريم
  10. الفتاوى
  11. تفسير القرآن
  12. الاسلام عقيدة وشريعة

และตำราอื่นๆ อีกมากกว่า 20 ชุด

 

 

ลำดับที่ 38

الامام حسن مصطفى مأمون الشافعي

38อิหม่าม ฮาซัน มุสตอฟา มะมูน อัชชาฟีอีย์

       เกิดวันที่ 13 กรกฎาคม 1894 เนื่องจากบิดาของชัยค์มุศตอฟา เป็นนักวิชาการและเป็นอิหม่มที่มัสยิดอัลฟัตฮีย์ ที่พระราชวังอาบีดีน ซึ่งกษัตริย์ฟูอาดและกษัตริย์ฟารุกทรงละหมาดที่นั่น หลังจากการปฏิวัตินัซเซอร์แล้ว ประธานาธิบดีอันวัร อัซดาดได้ทำเป็นทำเนียบประธานาธิบดี เชคฮะซัน มุศตอฟาจึงศึกษาวิชาการต่างๆกับบิดาของท่านจนแตกฉาน ท่านศึกษาต่อระดับซะนะวีย์จนจบแล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนกุฎออ์อัชชัรอีย์ สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 1918 และในปี 1919 ได้ถูกบรรจุเป็นผู้พิพากษาศาลชะรีอะห์ที่จังหวัดซะกอซีก และในปี 1920 ได้ย้ายมาที่ศาลชะรีอะห์ที่ไคโร ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเรื่อยมาจนกระทั่งปี 1939 เป็นกอฎีอาม และในปี 1941 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกอฎีกุดออ์ที่ประเทศซูดาน ซึ่งเป็นชาวอียิปต์คนเดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ หลังจากนั้นได้กลับมาไคโรเป็นอธิบดีศาลชะรีอะห์ และในปี 1955 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมุฟตีดีย์มัชรียะห์

       และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1964 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ซึ่งเป็รชัยค์อัซฮัรคนแรกที่สังกัดมัศฮับชาฟีอี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีระเยียบไว้ว่า ตำแหน่งอิหม่ามและชัยค์อัซฮัรนั้นต้องสังกัดมัศฮับชาฟีอี  จึงได้เกิดการท้วงติงขึ้นจากบรรดาอุลามาอ์อื่นๆ อย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุให้อุลามาอ์มัศฮับชาฟีอี ไมได้รับตำแหน่งอีกเลย จนกระทั่งชัยค์อัซฮัรคนที่ 38 นี่เอง และหลังจากท่านแล้วก็ยังไม่มีชัยค์อัซฮัรที่สังกัดมัศฮับชาฟีอีอีกเลย ท่านได้ลงมือปรับปรุงอัซฮัรทันที แต่ก็เกิดอุปสรรคขึ้นจนทำให้ท่านไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก เนื่องจากประธานาธิบดี ญาม้าล อับดุลนาเซร (นัสเซอร์) ได้เข้าประชุมสภาวิจัยอิสลาม مجمع البحوث الاسلامية และเรียกร้องให้คณะกรรมการสภาลงมติว่า ระบอบ หรือลัทธิสังคมนิยม (الاشتراكية) เป็นจิตวิญญาณของอิสลาม ทำให้ชัยค์มะมูนไม่พอใจเป็นอันมาก และไม่ยอมรับลัทธิสังคมนิยมนี้หรือลัทธิที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นลัทธิของอิสลาม ซึ่งประธานาธิบดีนัสเซอรนั้น ส่วนตัวท่านเป็นผู้นิยมลัทธินี้อย่างฝังใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ (สมัยชัยค์คนที่ 36) นัสเซอร์ก็ได้ใช้ให้อาลี ซอบรีย์ ซึ่งเป็นผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มาควบคุมองค์กรอัซฮัร แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากอุลามาอ์อย่างรุนแรง

       ต่อมาหลังสงคราม 6 วัน ประธานาธิบดีอันวัร ซาดาดก็ขอกำลังทหารและอาวุธสงครามเพิ่มเติมจากสหภาพโซเวียต แต่ทางโซเวียตไม่สนองต่อคำขอนี้  จึงทำให้ประเทศอียิปต์ต้องปราชัยแก่สงครามนี้  และเสียดินแดนส่วนหนึ่งของซีไนย์ไปให้กับอิสรอเอล จึงทำให้ประธานาธิบดีอันวัร ซาดาดตัดสินใจขับไล่ทหารโซเวียตออกนอกประเทศทั้งหมด และยกเลิกความสัมพันธ์กกันในด้านทหารและด้านอื่นๆ ทั้งสิ้น แล้วหันหน้ามาสังคมกับอเมริกา ระบอบนายทุน ยกเลิกระบอบสังคมนิยม จนกระทั่งอียิปต์ได้เอาซีไนย์กลับคืนมาได้

       ท่านชัยค์มะมูนได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารมัสยิดอิหม่ามชาฟีอีด้วย และจัดงานเมาลิดอิหม่ามชาฟีอีขึ้นทุกปี ณ มัสยิดอิหม่ามชาฟีอี ต่อมาทาง สภาสูงอิสลาม (مجلس الاعلى للشئون الاسلامية) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงศาสนสมบัติ (الاوقاف) ได้ริเริ่มที่จะรวบรวมข้อมูลมัศฮับต่างๆ เข้าไว้เป็นหนังสือเล่มเดียวตามที่ชัยค์คนก่อนได้จุดประกายไว้ ทางสภาสูงจึงได้แต่งตั้งชัยค์มะมูนเป็นประธานในโครงการการรวบรวม ซึ่งใช้ชื่อว่า (موسوعة جمال عبد الناصر فى القفه الاسلامي) บรรณานุกรมญาม้าลอับดุลนาซิร เกี่ยวกับนิติศาสตร์อิสลาม มีทั้งหมด 200 กว่าเล่ม ซึ่งรวมรวมไว้ทั้งหมด 8 มัศฮับ ดังนี้ มัศฮับฮานาฟี มัศฮับมาลีกี , มัศฮับชาฟีอี, มัศฮับฮัมบาลี, มัศฮับฎอฮีรี่ยะห์, มัศฮับชีอะห์และมัศฮับซัยดัยะห์,  มัศฮับอิบาดียะห์,  มัศฮับชีอะห์อัลอิมามียะห์

        ปี 1967 กลุ่มก่อการร้ายชาวยิวได้ทำการเผามัสยิดอัลอักซอ ท่านได้เรียกร้องให้ประเทศมุสลิมและประชาคมมุสลิมทั่วไปช่วยกันต่อสู้ศัตรู และใช้น้ำมันเป็นอาวุธต่อรองโดยจะไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศที่ให้การช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายชาวยิว กษัตริย์ไฟซ้อลบินอับดุลอาซีซ จึงรับข้อเรียกร้องของชัยค์ทันที โดยที่พระองค์ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นผู้นำทีไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศที่เป็นศัตรูกับมุสลิม จนเป็นสาเหตุให้พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อปี ฮ.ศ. 1395 ต่อมาชัยค์มะมูนได้ให้กษัตริย์อิดริส อัซซะนูซีย์ กษัตริย์ประเทศลิเบีย (สมัยนั้น) สาบานว่าจะไม่อนุญาตให้กองทัพอเมริกาตั้งฐานทัพในลิเบีย และอีกผลงานหนึ่งคือท่านได้ฟัตวาไว้มากกว่าพันเรื่อง ท่านได้สละตำแหน่งชัยค์อัลอัซฮัรเมื่อปี 1969 เนื่องจากรัฐบาลขอร้องให้ท่านสละตำแหน่งนี้ เนื่องจากท่านป่วยหนักมาก ท่านจึงตอบรับคำขอร้องนั้น และท่านเสียชีวิตในวันที่ 29 พฤษภาคม 1973

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านเรียบเรียงไว้ เช่น

  1. الفتاوى اصدر المجلس الاعلى للشئون الاسلامية
  2. السيرة العطرة
  3. الجهاد في الاسلام
  4. تفسير موجز

และตำราอทานๆ อีกมากมาย

 

ลำดับที่ 39

الامام الاستاذ الدكتور محمد محمد الفحام المالكي

39

อิหม่าม ศ.ดร. มูฮัมมัด มูฮัมมัด อัลฟะฮ์ฮาม อัลมาลีกีย์

          เกิดวันที่ 18 กันยายน 1894 จังหวัดอเล็กซันเดรีย หลังจากศึกษาเบื้องต้นและท่องจำอัลกุรอานทั้งหมดแล้วได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศาสนาอัลอิสกันดะรียะห์ แล้วศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 1922 ท่านเชี่ยวชาญวิชานาฮู ซอรฟ์ ตรรกวิทยา ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นอย่างมาก

          หลังจากนั้นได้เข้าสอนวิชาคณิตศาสตร์ควบคู่กับวิชาการศาสนาที่จังหวัดอเล็กซันเดรีย และในปี 1935 ได้ย้ายมาสอนวิชาตรรกศาสตร์ และโวหารศาสตร์ (علم البلاغة) ที่คณะชะรีอะห์ และปี 1935 ได้รับทุนการศึกษาให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยซูรบูน จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และในปี 1943 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะบดีคณะอักษรศาสตร์ ในปี 1947 ได้เดินทางไปร่วมการประชุมวัฒนธรรมอาหรับที่เบต-มะรอ ประเทศเลบานอน และได้แวะเยือนประเทศซีเรีย และในปี 1951 ได้เดินทางไปประเทศไนจีเรีย และพำนักอยู่ที่นั่นถึง 5 เดือน

          หลังจากนั้น ปี 1952 ได้เดินทางไปประเทศปากีสถาน ได้ทำการวางหลักสูตรภาษาอาหรับทีนั่น และในปี 1959 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะบดีคณะอักษรศาสตร์ภาษาอาหรับ และในปี 1963 ได้เดินทางไปเยือนประเทศมอริตาเนีย และในปี 1964 ได้เดินทางไปร่วมประชุมกิจการอิสลามในบันดงประเทศอินโดนีเชีย และในปี 1967 ได้เดินทางไปเยือนประเทศเอลจีเรีย ลิเบีย และสเปน ตามลำดับ และในปี 1971 ได้เดินทางไปเยือนประเทศอิหร่าน และประเทศไทย ในส่วนของการมาเยือนประเทศไทยนั้น ท่านได้มาเยี่ยมมัสยิดนูรุ้ลอิสลาม (บ้านป่า) และนำละหมาดวันศุกร์ที่นั่นด้วย แต่เนื่องจากท่านสังกัดมัศฮับมาลีกี ท่านจึงไม่ได้อ่านบัสมะละห์ จึงทำให้มะมูมไม่พอใจเป็นอย่างมาก และในปี 1969 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และถึงแก่อาสัญกรรมในปี 1980 ศพของท่านฝังอยู่ที่จังหวัดอเล็กซันเดรีย

          ขณะสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นระหว่างกลุ่มกิบตี้ คือกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งมีจำนวนประชากรประมาน 4 ล้านเศษ ซึ่งหนึ่งในเผ่านี้ก็คือ เผ่ามารียะห์ กิบตียะห์ อุมมุ้ลมุมินีน มารดาของอิบรออีม ผู้เป็นบุตรชายของท่านนบีมูฮัมมัด ﷺ กับกลุ่มอิสลามิกชน จนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นรอมร่อ อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ประเทศเลบานอนมาก่อนแล้ว อันเนื่องมีสาเหตุมาจากที่สภาแมร์รี่ย์ (هيئة مرية) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อกวนสร้างความเคลือบแคลงใจแก่ชาวโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเบรุต ได้กระทำการตีแผ่สารชุดหนึ่งที่ขนานชื่อว่า (الكتب التبشيرية) คัมภีร์แห่งข่าวดี โดยแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งชื่อ الحوار المسمي และอีกชุดชื่อ دراسات قرآنية ทั้งหมดมีเนื้อหาและเป้าหมายกล่าวอ้างว่า (( “อิสลามนั้นมีหน่อเนื้อมาจากศาสนาคริสต์ และคัมภีร์อัลกุรอานมีเนื้อความสนับสนุนหรือยอมรับสถานะความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของนบีอีซา (عليه السلام) และกุเพิ่มเติมอีกว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านยังยอมรับอีกว่า คัมภีร์ไบเบิล และอินญี้ล ฉบับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันกาลนี้ เป็นคัมภีร์ฉบับดั้งเดิมที่ไม่มีการสังคยนา หรือบิดเบือนเปลี่ยนแปลงแต่ปราการใดทั้งสิ้น และยังมีการกล่าวอ้างอีกว่า ท่านนบีมูฮัมมัด ﷺ ไม่ใช่ศาสนทูตแห่งพระเจ้า แต่เป็นคริสตศาสนิกชนที่ศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ ซึ่งเคยได้รับการศึกษาภาษาอิบรอนียะห์และซูรยานียะห์มาก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอาหรับโดยตั้งชื่อว่า อัลกุรอาน” )) หลังจากนั้นหนังสือเล่มนี้ได้ออกสู่สายตาสังคม ซึ่งได้รับการตอบรับจากสังคม จนมีหลายคนเปลี่ยนไปยอมรับแนวทางทฤษฎีซาตานนี้ และกลายเป็นชนวนก่อเชื้อสงครามกลางเมืองโหมขึ้นที่ประเทศเลบานอน และลุกลามเข้ามาในประเทศอียิปต์จนเกือบจะปะทุเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นเช่นกัน ซึ่งชัยค์อัซฮัรคนก่อนก็มีความเป็นห่วงต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าหนังสือชุดนี้เป็นอันตรายต่ออิสลามอย่างรุนแรง จนกระทั่งในที่สุด ชัยค์ฟะฮ์ฮามได้เรียกประชุมคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลาม (أعضاء مجلس مجمع البحوث الاسلامية) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1971 และมีมติให้คัดเลือกนักวิชาการขึ้นมา 5 คน โดยมีท่านเป็นหนึ่งใน 5 คนนั้นด้วย เพื่อชี้แจง ตอบโต้ คัดค้านเรื่องราวที่กลุ่มชาวกิบตี้กุขึ้นมากล่าวอ้าง แต่ทว่านักวิชาการชุดดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มลงมือทำก็เกิอเหตุการณ์จลาจลใหญ่โตขึ้นเสียก่อน กล่าวคือกลุ่มชาวกิบตี้ในเมืองอัลกานีดะห์ ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงไคโร ได้ใช้ปืนไล่ยิงชาวมุสลิม จึงทำให้มุสลิมต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ และเกิดเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น จึงทำให้ประธานาธิบดีมูฮัมมัด อันวัร ซาดาด ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ โดยได้ตั้ง ศ.ดร. ญาม้าล อัลตีฟีย์ เลขานุการสภาผู้แทนราชฎร เป็นประธาน และ ส.ส. มุสลิม 3 คน ส.ส คริสต์เตียน 2 คน ให้เป็นกรรมการฯ โดยมีชัยค์ฟะฮ์ฮามเป็นเลขานุการ จากนั้นคณะกรรมการชุดนี้ได้พยายามไกล่เกลี่ยและได้ติดต่อกับบาบา ซะนูดะ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของชาวคริสเตียน แล้วรับข้อเสนอต่างๆ ของชาวคริสต์มาเสนอต่อประธานาธิบดีอันวัร ซาดาด ประธานาธิบดีจึงรับข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้น จึงทำให้เรื่องราวต่างๆ สงบลง ส่วนหนึ่งจากข้อเสนอนั้นคือ การเรียกร้องให้สร้างโบสถ์เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้กลุ่มมุสลิมขวาจัดไม่พอใจจึงได้พยายามลอบสังหารประธานาธิบดี โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 1981 ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองชัยชนะสงคราม 6 วัน ขณะนั้นท่านประธานาธิบดีอันวัร ซาดาดได้นั่งชมการแสดงแสนยานุภาพด้านทหาร ทันใดนั้นได้มีทหารที่อยู่บนรถสวนสนามกระโดดลงจากรถและวิ่งเข้าไปยิงประธานาธิบดี อันวัร ซาดาด จนเสียชีวิตทันที ซึ่งอยู่ในสมัยของชัยค์อับดุรเราะห์มาน บีซอร เป็นชัยค์อัซฮัร

          ช่วงกาลสุดท้าย ชัยค์ฟะฮ์ฮามมีปัญหากับประธานาธิบดี อันวัร ซาดาด จนกระทั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งชัยค์อัซฮัร ท่านเชี่ยวชาญด้านภาษาต่างๆเกือบทุกภาษา ได้รับประกาศนียบัตรปริญญาโททางภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสถึง 4 ใบ

          ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้

  1. رسالة الموجهات في المنطق
  2. سيبوية وأراه
  3. مقالات عديدة
  4. المسلمون واسترداد بيت المقدس
  5. محاضرات القاها في معهد الدراسات العليا للشرطة

 

 

ลำดับที่ 40

الامام الاستاذ الدكتور عبد الحليم محمود علي الصوفي الحنفي

40

อิหม่าม ศ.ดร. อับดุลฮาลีม มะห์มูด อาลี อัซซูฟี อัลฮะนะฟีย์

         เกิดที่บ้านอะบูฮัมดีย์ บัลบีช จังหวัดอัชชัรกียะห์ ค.ศ. 1910 ในครอบครัวที่เคร่งศาสนา บิดาของท่านเป็นปราชญ์ของอัซฮัร สาเหตุที่ทำให้ชัยค์อับดุลฮาลีมมีความรู้เป็นอุลามาอ์ ที่มีชื่อชื่อเสียงอุโฆษ นั่นก็คือปู่ของท่านได้สั่งบิดาของท่านให้ไปศึกษาที่อัลอัซฮัร แต่ศึกษายังไม่ทันจบปู่ของท่านก็เสียชีวิตก่อน และบิดาของท่านเป็นลูกคนโตจึงจำเป็นต้องเลิกเรียนแล้วกลับมาดูแลครอบครัวแทน โดยกลับมาเป็นครูสอนศาสนาและเข้าร่วมกลุม่มซูฟี ท่านตั้งใจอย่างแน่วแน่และของดุอาอ์อยู่ตลอดเวลาว่า ขอให้ได้ลูกที่ซอและห์ และให้มีความรนู้ทางศานามากที่สุด ไม่นานนัก ท่านก็ได้บุตรและตั้งชื่อว่า อับดุลฮาลีม จึงได้ส่งให้ร่ำเรียนศาสนาเบื้องตัน และท่านจำอัลกุรอานทั้งเล่มแล้วจึงได้ส่งให้ไปศึกษาต่อที่อัลอัซฮัร เมื่อปี 1923

          ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาที่วิทยาลัยอัซซะกอซีก ปี 1925 ขณะนั้นเอง ได้มีการเปิดวิทยาลัยครูภาคค่ำ ท่านจึงได้เข้าเรียนที่นั่นอีก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาทั้งสองสถาบันในเวลาเดียวกัน หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางวิทยาลัยได้เสนอบรรจุท่านให้เป็นอาจารย์ที่นั่นเสีย แต่บิดาของท่านไม่ยินยอม เพราะอยากให้บุตรของตนมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป ท่านจึงศึกษาต่อในระดับอัซซะนาวีย์ ซึ่งใช้หลักสูตร 4 ปี แต่ท่านเรียนแค่ 2 ปีก็สำเร็จการศึกษาในปี 1928 โดยสอบผ่านเพียงคนเดียว หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 1932 ซึ่งได้รับประกาศนียบัตรอัลอาลีมียะห์ ซึ่งเป็นผู้มีอายุน้อยสุดในชั้นเรียน และเนื่องจากท่านเป็นคนรียนดี เรียนเก่ง ทาง ม. อัลอัซฮัร จึงได้ส่งท่านไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยซุรบูน จนกระงทั่งสำเร็จการศึกษาปี 1937 โดยเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อเรื่อง “หัวหน้าซูฟี อัลฮาริส บิน อะซัด” (الحارث بن أسد) ซึ่งเป็นนักซูฟีที่ยึดตามแนวทางอัลกุรอาน และซุนนะห์ และได้มีการมุนาก่อชะห์ปี 1940 แลพได้รับปริญญาเอกเกียรติบัตรนิยมอันดับหนึ่ง

          ระหว่างปี 1939 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดหมด เพื่อนๆ ของท่านจึงเดินทางกลับภูมิลำเนากันหมดก่อนสงครามจะเกิดเสียอีก แต่ท่านยังคงศึกษาต่อไปที่นั่นโดยไม่ยอมกลับ โดยยึดมั่นในคำดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า

﴿٥١ قُل لَن يُصيبَنا إِلّا ما كَتَبَ اللَّـهُ لَنا هُوَ مَولانا وَعَلَى اللَّـهِ فَليَتَوَكَّلِ المُؤمِنونَ ﴿

“โอ้ท่านนบีมูฮัมมัด จงกล่าว จะไม่ทางประสบแก่เราเป็นอันขาดเว้นเสียสิ่งที่อัลลอฮ์ ได้ทรงกำหนดไว้แก่เราแล้ว ” หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วก็จะเดินทางกลับประเทศอียิปต์โดยทางเรือ แต่ขณะนั้นเอง ประเทศอิตาลิได้เปิดฉากทำสงครามกับฝรั่งเศส เส้นทางเดินเรือจึงถูกปิดตาย  ท่านจึงได้เปลี่ยนเส้นทางใหม่ โดยเดินทางไปขึ้นเรือที่เสปน แต่ก็ไม่สามารถกลับอียิปต์ ท่านเดินทางอยู่ระหว่างเสปนกับฝรั่งเศสไปมาๆ อยู่ครึ่งปีกว่าก็ไม่สามารถกลับบ้านเกิดเมืองอิยิปต์ได้ ในที่สุดท่านก็ได้เปลี่ยนเส้นทางใหม่ โดยเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นเส้นทางที่อันตรายมาก เพราะมีมรสุมตลอด แต่ก็ไม่มีทางอื่นให้เลือกเดินทางได้ ท่านจึงจำใจเลือกเส้นทางนี้  ท่านใช้เวลาเดินถึง 4 เดือนอย่างลำบากยากเข็ญทีสุด จนกระทั่งกลับถึงอียิปต์ในปลายปี 1940

          หลังจากมาถึงบ้านเกิดแล้วได้เข้าสอนวิชาจิตวิทยาที่คณะอักษรศาสตร์ทันที ต่อมาย้ายมาสอนวิชาปรัชญาที่คณะอุซุลุดดีน และในปี 1964 ได้เป็นคณะบดีคณะอุซุลุดดีน ท่านได้วางเงื่อนไขว่า นักศึกษาอัซฮัรทุกคนต้องท่องจำอัลกุรอาน ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลาม และได้เลื่อนตำแหน่งเรื่องยมา จนกระทั่งเป็นเลขาสภาวิจัยอิสลาม หลังจากได้รับการแต่งตั้งแล้วท่านได้ริเริ่มปฏิรูปหรือวางหลักเกณฑ์ต่างๆ และยกสถานะสภาวิจัยอิสลามให้สูงขึ้นกว่าเดิม ในช่วงแรกได้ใช้หอพักนักศึกษานานาชาติเป็นที่ทำงานชั่วคราว ได้จัดตั้งสถานที่ละหมาด ห้องสมุด ด้วยกับความที่ท่านเป็นบุคคลที่ได้รับความนับหน้าถือตาในสังคมมาก ท่านจึงได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีต่อการบริจาคสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับวิชาการ จนกระทั่งตำราต่างๆ เต็มแน่นห้องสมุดโดยไม่ต้องงบประมาณของรัฐบาลเลยแม้แต่สตางค์เดียว หลังจากนั้น ท่านได้ทำเรื่องขอที่ดินส่วนหนึ่ง เพื่อก่อสร้างสภาฯ ให้เป็นที่ถาวร และทางการก็อนุมัติให้ก่อสร้างได้ในที่ดินที่อยู่ในหอพักนานาชาติ ให้เป็นอาคารใหม่ มีหอประชุมระดับชาติ และเป็นศูนย์บริหารวิทยาลัยของอัลอัซฮัรทั้งหมด สำนักงานควบคุมดูแลนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด หรือ المراقب العام และอื่นๆ หลังจากนั้น ท่านได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาอิสลาม และวิชาการขึ้นหลายคณะ เช่น

  1. คณะกรรมการวิเคราะห์และความสำสัญของอัลกุรอาน
  2. คณะกรรมการศึกษาเกี่ยวกับอัลกุรอาน
  3. คณะกรรมการเกี่ยวกับซุนนะห์ และความสำคัญ
  4. คณะกรรมการเกี่ยวกับมัสยิดอัลอักศอ
  5. คณะกรรมการสร้างความเข้าใจและเผยแผ่อิสลาม
  6. คณะกรรมการฟื้นฟูมรดกอิสลาม
  7. คณะกรรมการวิจัยนิติศาสตร์อิสลาม
  8. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมและสังคมอิสลาม
  9. คณะกรรมการติดตามความเคลื่อนไหวของสื่อต่างๆ
  10. คณะกรรมการอะกีดะห์ วั้ลฟั้ลซะฟะห์ และอื่นๆ

          ปี 1970 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวากี้ล (ปลัด) กระทรวงอัลอัซฮัร หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอัลเอากอฟ และรัฐมนตรีอัลอัซฮัร หลังจากนั้น 3 ปี คือ ปี 1973 ได้รับการแต่งตั้งเป็นชัยค์อัซฮัร สมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอัลเอากอฟ รัฐมนตรีอัลอัซฮัรนั้น ท่านได้เปิดสอนท่องจำอัลกุรอานเป็นวงล้อม (الحلقة) มากกว่า 4,000 วงล้อม และได้จดเบียนมัสยิดขึ้นเป็นของกระทรวงเอากอฟมากกว่า 1,000 มัสยิด ท่านสร้างศูนย์กลางแห่งโลกอิสลาม และได้เรียกร้องเอาทรัพย์สินของอัลอัซฮัรกลับคืนมาหลังจากที่อดีตประธานาธอิบดี ญามาล อับดุลนาซิร (นัซเซอร์) ได้ยึดเอาทรัพย์สินเดิมของอัลอัซฮัรไปทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยมูฮัมมัดอาลี เป็นผู้นำประเทศนั้น ทรัพย์สินเดิมของอัลอัซฮัรนี้มีมากกว่างบประมานของประเทศอียิปต์ทั้งประเทศเสียอีก แต่ถูกทางการยึดไปทั้งหมดนานกว่า 100 ปี

          ในปี 2007 เป็นปีที่อัซฮัรนั้นย่ำแย่มาก ถึงขึ้นตกต่ำที่สุด เนื่องจากไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน ชัยค์มะห์มูดได้พยายามอย่างที่สุดเพื่อให้ได้ทรัพย์สินคืนมา ท่านกล่าวว่า ผู้ใดครอบครองหรือกินทรัพย์วะกัฟ ถือว่าเขากินของที่ฮารอมและอามั้ลของเขาจักไม่ถูกตอบรับ โดยท่านได้ต่อสู้กับความอยุติธรรมอย่างเด็ดเดี่ยว ท่านได้ยื่นหนังสือลาออกถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1974 อันเนื่องมาจากประธานาธิบดีอันวัร ซาดาดได้ออกกฎหมายลดทอนอำนาจของชัยค์อัซฮัรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องงานบริหารอัซฮัร เอาอำนาจบริหารทั้งหมดไปให้กับรัฐมนตรีกระทรวงอัลอัซฮัร และตั้งคนที่ไม่ใช่ลูกหม้อของอัซฮัรมาเป็นรัฐมนตรีอัซฮัร เพื่อให้สะดวกแก่การปกครอง ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐมนตรีตำแหน่งนี้นั้นนั้นเป็นชัยค์อัซฮัร แต่หลังจากนั้นมาผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็คือ นายกรัฐมนตรีควบกระทรวงอัลอัซฮัรด้วย และคนสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอัลอัฮซฮัรที่เป็นลูกหม้อของอัซฮัรคือ ชัยค์อับดุลอาซีซ อีซา ในปัจจุบันนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีอัลอัซฮัรได้ถูกยกเลิกไปแล้วหลังจากที่ประธานาธิบดีซาดาดได้ออกกฎหมายลดทอนอำนาจบริหารของชัยค์อัซฮัร ก็ได้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงจากชาวอัซฮัร จนกระทั่งประธานาธิบดีต้องประกาศยกเลิกกฎหมายนี้ และได้ตรากฎหมายใหม่ โดยให้ชัยค์อัซฮัรมีศักดิ์มีศรี มีตำแหน่ง เงินเดือน และอื่นๆ เทียบเท่ารัฐมนตรี และยกเลิกการลาออกของชัยค์อับดุลฮาลีม การลาออกครั้งที่ 2 ในขณะที่นางอาลีซา รอติ๊บ ได้เสนอกฎหมายครอบครัวเข้าสภาฯ โดยไม่ได้ผ่านการตรวจทานจากอัลอัซฮัร ร่างกฎหมายนี้มีเนื้อหาห้ามผู้ชายมีภรรยาหลายคน การหย่ามีครั้งดียว และอื่นๆ ที่ขัดต่อบทบัญญัติอิสลาม เมื่อชัยค์อับดุลฮาลีม ทราบเรื่องจึงได้ออกหนังสือคัดค้านไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกหน่วยงาน และคัดค้านทุกรูปแบบแต่ไม่สำเร็จ ท่านจึงได้ลาออกจากชัยค์อัซฮัร ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงจนกระทั่งในที่สุด นากยกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออก และกล่าววกับชัยค์อับดุลฮาลีมว่า ถ้าท่านลาออกผมก็ลาออกด้วย และกล่าวอีกว่า เราจะไม่เสนอกฎหมายครอบครัวอีกต่อไปจนกว่าจะได้นำเนอให้อัลอัซฮัรตรวจทานเสียก่อน

        การเดินทางไปยังต่างประเทศ ท่านได้เดินทางไปเกือบทั่วโลก เช่น ประเทศอิรัค และไปร่วมแสดงผลงานของอิหม่ามฆ่อซาลีย์ที่ซีเรีย และในปี 1961 เป็นอาจารย์สอนที่ตูนิส 3 ครั้ง ลิเบีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน ซูดาน มาเลเชีย กาตาร์ คูเวต เอมิเรสต์ ยูโกสลาเวีย อินเดีย อังกฤษ ซาอุดิอารเบีย ฝรั่งเศส และในวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 1977 ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาพร้อมกับประธานาธิบดีอันวัร ซาดาด และชัยค์มะห์มูด อัลฮูซอรี่ย์ เพื่อเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติ โดยมีชัยค์มะห์มูดอ่านอัลกุรอานเปิดประชุม ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 1977 ได้ไปเยือนที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีคาเตอร์ได้ให้การต้องรับอย่างยิ่งใหญ่ ห่านได้กล่าวกับประธานาธิบดีคาเตอร์ว่า ประธานาธิบดีซาดาดเดินทางมาเพื่อเจรจาอสันติภาพ แต่ข้าพเจ้าเดินทางมาเพื่อกระชับมิตร หลังจากนั้นได้เข้าไปยังสหประชาชาติ เช้าพบเลขาธิการสหประชาชาติเคิดวาฮาย

        สำหรับตำราที่ท่านได้เรียบเรียงไว้มีมากมาย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ตำราที่แปลมาจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอาหรับ
  2. งานตะห์กีก และชัรห์ ตุรอส อิสลาม (شرح التراث الاسلامي) ซึ่งมีมากกว่า 50 ชุด
  3. เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 50 ชุด เช่น
  4. الحارث بن اسد
  5. الفلسفة اليونانية
  6. وازن الارواح
  7. الرعاية لحقوق الله سبحانه وتعالى
  8. تفسير التستري جزئي
  9. التعرف لمذاهب اهل التصوف
  10. التصوف الاسلامي
  11. اسرار العبادات في الاسلام
  12. اوروبا والاسلام
  13. الفيلسوف و المسلم

        และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

        ท่านถึงแก่อาสัญกรรมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1978 ที่โรงพยาบาลลอัชชุบร่อวีซีย์ ในขณะที่แพทย์จะทำการผ่าตัดท่าน ท่านได้ขอละหมาดสองร่อกาอัตก่อน หลังจากละหมาดเสร็จ ท่านได้กล่าวว่า لا إله الا الله محمد رسول الله حقّ หลังจากกล่าวจบท่านก็สิ้นใจทันที

 

 

รักษาการชัยค์อัลอัซฮัร

الاستاذ الدكتور عبد المنعم النمر شيخ الازهر بالانابة

hqdefaultศ.ดร. อับดุลมุนอิม อันนิมรู รักษาการชัยค์อัลอัซซฮัร (ระหว่างชัยค์ฟะฮ์ฮามและชัยค์อับดุลฮาลีม มะห์มูด)

        เกิดที่หมู่บ้าน อัลค็อซรอนีย์ จังหวัดกัฟฟรีเชค ปี 1913 หลังจากท่องจำอัลกุรอานและได้ศึกษาที่โรงเรียนอัลอัซฮัร ที่ดุซูก แล้วในปี 1930 ได้ศึกษาที่ฏอนฏอ จนกระทั่งปี 1933 ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนอัลอัซฮัร-อเล็กซันเดีย สำเร็จศึกษาปี 1935 และศึกษาตอ่ที่คณะอุซูลุดดีน จนสำเร็จการศึกษาในปี 1939 และได้รับปริญญาบัตรอัลอาลิมียะห์ ดร. ปี 1941 หลังจากนั้นได้เข้าสอนที่โรงเรียนอัลอิสกันดะรียะห์ และได้เลื่อนชั้นเรื่อยมาจนถึงผู้ตรวจการวิชาการศาสนา ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายวัฒนธรรมและสอนผู้ที่จะไปสอนต่างประเทศของอุลามาอ์อัลอัซฮัร เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยต่างๆ ของอัลอัซฮัร และปะธานฝ่ายผู้ตรวจสอบฝ่ายวิชาการศานาและภาษาอาหรับ และในเดือนตุลาคา 1978 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวากี้ล (ปลัด) ของอัซฮัร และรักษาการชัยค์อัซฮัร ซึ่งท่านเป็นคนเดียวที่ได้รับตำแหน่งนี้ และในปี 1979 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเอากอฟ เป็นคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลาม เป็นคณะกรรมการสถาบันสภาหนังสือพิมพ์ และถึงแก่อาสัญกรรมในวันที่ 3 กรกฎาคม 1991

 

 

ลำดับที่ 41

الامام الستاذ الدكتور محمد عبد الرحمن بيصار الحنفي

41

อิหม่าม ศ.ดร. มูฮัมมัด อับดุรเราะห์มาน บีซอร อัลฮะนาฟีย์

         เกิดที่หมู่บ้านอัซซะลีมียะห์ จังหวัดกัฟริชัยค์ วันที่ 20 ตุลาคม 1910 ในครอบครัวที่อาเหล่ม หลังจากท่องจำอัลกุรอานแล้วได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนดุซูกี่ย์ หลังจากจบการศึกษาระดับเอี๊ยะดาดี (ประถมศึกษา) แล้ว ได้เข้าศึกษาต่อระดับซะนาวีย์ (มัธยม) ที่โรงเรียนฏอนฏอ อัดดีนีย์ ต่อมาได้ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอิสกันดะรียะห์ จนกระทั่งจบการศึกษาระดับซะนาวีย์ หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อคณะอุซูลุดดีนจนกระทั่งจบ ซึ่งได้เกรดเฉลี่ยนสูงสุดในปี 1939 ต่อมาได้ศึกษาต่อะดับปริญญาโทแผนกอัลอะกีดะห์และปรัชญาจนกระทั่งจบ และในปี 1945 ได้ตำแหน่งอัลอุซตาซ ได้รับการบรรจุเป็นครูที่คณะอุซูลุดดีนทันที และปี 1949 ได้รับทุนการศึกษาต่อระดับปริญญษเอกที่ประเทศอังกฤษ ในมหาวิทยาลัย ادنبرة แผนกปรัชญาชั้นสูงสุด และเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องฮุญญะตั้ลอิสลาม, อัลอิหม่ามฆ่อซาลี, และดีกราตผู้ปราดเปรื่อง

          หลังจากนั้นกลับมาเป็นอาจารย์สอนที่คณะอุซูลุดดีนจนกระทั่งปี 1955 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานศูนย์วัฒนธรรมอิสลามที่กรุงวอชิงตันถึงปี 1959  และในปี 1963 ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะบิอ์ซะห์ อัตตะลีมียะห์ (البعثة التعليمية) ประเทศลิเบีย และในปี 1968 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการสภาสูงสุดของอัซฮัร และในปี 1971 ได้รัยบการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาวิจัยอิสลาม مجمع البحوث الاسلامية และในปี 1974 ได้รับการแต่งตั้งเป็นวากิ้ล (ปลัด) กระทรวงอัลอัซฮัรจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 1978 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีอัลเอากอฟ และรัฐมนตรีอัลอัซฮัร ซึ่งขณะนั้น ศ.ดร. อับดุลมุนอิม นิมร์ รักษาการตำแหน่งชัยค์อัลอัซฮัร และในปี1979 ดำรงตำแหน่งชัยอัซฮัร และถึงแก่อาสัญกรรมวันที่ 8 มีนาคม 1982

          ท่านเป็นผู้ชำนาญภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสมาก ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของอัลอัซฮัรไปยังประเทศปากีสถาน เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอิสลาม และเสวนากับกลุ่มอัลก็อดยานีและกลุ่มชีอะห์อัซซัยดียะห์ (الشيعة الزيدية) และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของอิยิปต์ให้ไปประชุมยังต่างประเทศอีกหลายประเทศ อาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนนาดา ยุโรป เอเชีย แอฟริกา ท่านได้ร่วมกับรัฐบาลของประเทศซูดานก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุมมุโรมาน อิสลามมียะห์ ที่กรุงอัลคุรตูม (คาทูม)

          ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านเรียบเรียงไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นตำราที่เกี่ยวกับหลักการศรัทธาและปรัชญา เนื่องจากเป็นนักปราชญ์เหมือนกับชัยค์อับดุลฮาลีม แต่มีความโดเด่นไม่เท่ากับชัยค์มะห์มูด

  1. الوجود الخلود في الفلسفة
  2. العقيدة والاخلاق ففلسفة اليونانية
  3. العالم بين القدم والحديث
  4. الواجب والممكن والممتنع
  5. الاسلام بين العقائد والاديان
  6. الاسلام والمسيحية
  7. رجلان في التفكير الاسلامي

 

 

ลำดับที่ 42

الامام الشيخ جاد الحق علي جاد الحق الحنفي

42

อิหม่าม ชัยค์ ญาดั้ลฮัก อาลี ญาดั้ลฮัก อัลฮะนะฟีย์

         เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 13 เดือน 6 ฮ.ศ. 1335 ตรงกับวันที่ 5 เมษายน 1917 ที่หมู่บ้านบัตเราะห์-ต้อลคอ จังหวัดอัดดาเกาะห์ลียะห์ ท่องจำอัลกุรอานตั้งแต่เยาว์วัย และศึกษาในระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนอัลอัซฮารีย์ อัลอะห์มะดียะห์ ที่ฏอนฏอ หลังจากนั้นได้เข้ามายังกรุงไคโรเพื่อศึกษาระดับซะนะวีย์ (มัธยามปลาย) ที่อัลอัซฮัร (มะฮัด อัลกอฮีเราะห์) แล้วได้ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่อัลอัซฮัรคณะอัชชะรีอะห์ ได้รับปริญญาบัตรเกียรตินิยม เมื่อปี 1943 หลังจากนั้นได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการที่ศาลชารีอะห์เรื่อยมาจนกระทั่งปี 1953 ได้ย้ายมาเป็นเลขานุการมุฟตี ที่ดารุ้ลอิฟตาอ์และในปี 1954 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาที่ศาลชะรีอะห์จนกระทั่งสำนักศาลถูกยกเลิกไป และในปี 1956 เป็นผู้พิพากษาทั่วไป และในปี 1971 เป็นประธานศาล และในปี 1974 เป็นผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม และในปี 1976 เป็นที่ปรึกษาแผนกศาลฎีกาและเป็นหัวหน้าผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม

         เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1978 ได้รับแต่งตั้งเป็นมุฟตี และในปี 1980 เป็นคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลามของอัลอัซฮัร เมื่อ 4 มกราคม 1982 เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเอากอฟ และหลังจากนั้นอีกสองเดือนคือ วันที่ 17 มีนาคม 1982 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัลอัซฮัร และในปี 1988 ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาดะวะห์และอิฆอซะห์แห่งโลกอิลาม

         ถึงแก่อาสัญกรรมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1996 ตรงกับวันที่ 25/10/ฮ.ศ. 1416 ณ บ้านเลขที่ 11 ชั้น 4 ถนนมาเนียล-รูดะห์ ขณะนั้นท่านกำลังตรวจเอกสารต่างๆ จนถึงเวลา 22.30 น. อุซามะห์ ผู้เป็นบุตรชายซึ่งเดินทางกลับมาจากปประเทศซาอุดิอารเบียได้สองวัน ได้กล่าวกับผู้เป็นบิดาว่า ยังไม่นอนอีกหรือครับ ท่านหัวเราะร่าพรางกล่าวว่า ลูกเดินทางกลับมาเพื่อจะบอกให้พ่อนอนกระนั้นหรือ ? เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จะเข้านอน แต่ก็ยังใช้ให้ลูกช่วยเอาเหยือกน้ำมาเพื่อจะทำการอาบน้ำละหมาดในขณะที่ลูกเอาเหยือกน้ำมาให้นั้น ก็พบว่าท่านกำลังเอามือกุมที่หน้าอกอยู่และกล่าวว่าเจ็บเหลือเกิน อุซามะห์รีบโทร.ตามหาหมอ แต่หมอยังไม่ทันมาถึงท่านก็สิ้นลมเสียก่อนขณะเมื่อตอนเวลา 1.30 น. ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้สั่งเสียไว้ว่า ถ้าท่านตายไปแล้ว ให้ชัยค์มุตะวั้ลลีย์ ชะรอวีย์ เป็นอิหม่ามนะละหมาดศพของท่าน ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเอากอฟและรัฐมนตรีอัลอัซฮัร และเป็นเลขาชัยค์อัลอัซฮัรคนก่อนหน้านี้มาก่อน และถ้าชัยค์มุตะวั้ลลี ชะรอวีย์มาเป็นอีหม่ามนำละหมาดศพไม่ได้ ให้ชัยค์อิสมาอีล ซอดิก อัลอาดาวีย์ อิหม่ามประจำมัสยิดอัลอัซฮัรมาเป็นอิหม่ามแทน และให้นำศพของท่านไปฝังที่มัสยิดที่ท่านสร้างไว้ที่บ้านเกิดของท่านที่จังหวัดดาเกาะห์ลียะห์ และชัยค์มุตะวั้ลลีย์ ชะรอวีย์ ได้เป็นอีหม่ามนำละหมาดตามที่ท่านชัยค์ญาดั้ลฮัก อาลี ดำริไว้

        ช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งมุฟตีอยู่นั้น ท่านได้ฟัตวา (ตอบปัญหา) ต่างๆ ไว้ทั้งหมด 1,328 เรื่อง แบ่งได้ดังนี้ เรื่องมรกดก 740 เรื่อง เรื่องเกี่ยวกับรัฐบาล, การปกครอง 70 เรื่อง เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์วากั๊ฟ 22 เรื่อง เรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรม 43 เรื่อง และเรื่องอื่นๆ อีก 443 เรื่อง

         ช่วงที่ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรนั้นท่านได้สร้างผลงานไว้มากมาย เช่น ได้ตั้งกองทุนช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษา, กองทุนช่วยเหลือการรักษษพยาบาล, กองทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ผู้ปกครองแยกทางกัน และกองทุนอื่นๆ อีกมากกว่า 20 กองทุน และสร้างวิทยาลัยอัลอัซฮัรในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 6,000 แห่ง และเพิ่มขยายคณะต่างๆ อีกกว่า 50 คณะ และมีมติให้สร้างสาขา ม. อัลอัซฮัรขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

        ช่วงที่ท่านยังไม่ได้เป็นชัยค์อัซฮัรนั้นมีนักศึกษาประมาน 400,000 คน แต่หลังจากท่านได้เข้ารับตำแหน่งแล้วมีนักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 1,250,000 คน และมีโรงเรียนต่างๆ ทั่วโลก และได้ให้การรับรองวิทยฐานะจากอัลอัซฮัรมากกว่า 500 โรงเรียน เฉพาะเขตการศึกษามันซูร่ออย่างเดียวโดยยังไม่นับรวมเขตการศึกษาอื่นๆ ก็มีโรงเรียนระดับอิบติดาอียฺ ชาย – หญิง 130 โรงเรียน มีนักเรียน 5,4819 คน และระดับเอ๊ยะดาดีย์อย่างเดียว 12 โรงเรียน มีนักเรียน 14,234 คน  และระดับเอี๊ยะดาดีรวมกับซะนาวีย์ 29 โรงเรียน มีนักเรียน 21,077 คน วิทยาลัยครูมีนักเรียน 770 คน วิทยาลัยกิรออะห์ 330 คน สำหรับนักเรียนหญิงมี 40 โรงเรียน มีนักเรียน 11,969 คน มีศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน 650 ศูนย์ มีนักท่องจำกุรอาน 40,000 คน เฉพาะเขตการศึกษาอัลมันซูร่อเท่านั้น ในเขตอื่นๆ หรือจังหวัดอื่นๆ นั้นไม่มีข้อมูล ท่านเป็นคนเดียวเท่านั้นในจำนวนชัยค์อัลอัซฮัรทั้งหมดที่มีโอกาศเป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 1,000 ปีแห่งการสถาปนาอัลอัซฮัร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 1983 ตรงกับ 4/6/ฮ.ศ. 1403 โดยได้เชิญอุลามาอ์ระดับสูงสุดทั้งหมดทั่วโลก (นักปราชญ์ชั้นสูงสุด) เข้าร่วมงานจำนวน 87 ประเทศ รวมทั้งหมด 220 คน สำหรับประเทศไทยเราได้รับเชิญให้ไปร่วม 2 ท่านคือ ฯพณฯ ท่านอาจารย์ประเสริฐ  มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีขณะนั้น และอาจารย์ญาลาลุดดีน  บุญชม เดินทางร่วมไปกับท่านจุฬาราชมนตรีด้วย

          และในปี 1975 ชัยค์ญาดั้ลฮักได้เดินทางไปเยี่ยมประเทศโซมาเลีย, มัลดีฟ, มาเลยเชีย, บรูไน และประเทศไทย และท่านเคยมาทรานสิตที่สนามบินดอนเมืองถึง 2 ครั้ง และในปี 1986 ได้รับเชิญให้ไปร่วมประชุมใหญ่แพทย์อิสลามที่ปากีสถาน และได้แวะไปเยือนประเทศบังกลาเทศ ณ ที่สนามบินการาจี ฯพณฯ ท่านประธานาธิบดีเซียอุ้ลฮัก จึงมาต้อนรับถึงท่าอากาศยาน ซึ่งคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านมาต้อนรับชัยค์ถึงที่ท่าอากาศยานแบบนี้ มิหนำซ้ำยังจัดพิธีต้อนรับเสียยิ่งใหญ่ แต่ท่านกลับกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดีของปากีสถานเท่านั้น แต่ชัยค์ผู้นี้นั้นเป็นผู้นำประชาคมมุสลิมทั่วโลก” ท่านเดินทางไปพร้อมกับชัยค์มูฮัมมัด บารอกัต ศ.ดร. อับดุลอาซีซ อิซซัด และชัยอะตียะห์ ซ็อกรี่ฟากีย์

         ยุคใหม่ปี 1985 เดินทางไปร่วมประชุมอาลัยบัยตุ้ลมักดิส ที่ประเทศจอร์แดน และเป็นกรรมการตัดสินรางวัลพระราชทานของกษัตริย์ไฟซ้อล ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และไปร่วมประชุมสภาสูงเกี่ยวกับมัสยิดที่ยิดดะห์ และได้รับเหรียญเกียรติคุณจากประธานนาธิบดี ฮุสนี มุบาร็อก ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 1,000 ปีของอัลอัซฮัร และรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์จากกษัตริย์อัลฮาซัน ที่ 2 ที่กรุงริบาฏ ประเทศโมรอคโค เมื่อปี 1984

         ช่วงทีท่านดำรงตำแหน่งนั้นได้เกิดปัญหาจากกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นกลุมซุนนะห์หรือที่เรียกขานกันว่าคณะใหม่นั้น ได้ทำการต่อต้านอัลอัซฮัรและชาวอียิปต์อย่างรุนแรง จนกระทั่งมีกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับเราถือว่าเป็นกาเฟรทั้งหมด”  “ผู้ที่มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกเขาถือว่าเป็นพวกบิดอะห์” เหมือนในประเทศเราในปัจจุบันนี้ที่ใส่ร้ายว่า จะต้องลงนรก ซึ่งนำมาซึ่งการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนกระทั่งในที่สุดชัยค์อัซฮัรจึงได้ร่วมกับอุลามาอ์อัซฮัร กระทรวงมหาดไทย และสถานีโทรทัศน์ได้ร่วมกันจัดอภิปรายโต้วาทีสัญจร (นัดวะห์ อารออ์) ไปทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และเชิญกลุ่มต่างๆ มาร่วมสนทนาและนำออกอากาศทุกวันศุกร์หลังเสร็จละหมามัฆริบ โดยใช้เวลาเกือบ 3 ปี กว่าเรื่องเกี่ยวกับคณะใหม่สงบลง อุลามาอ์อัลอัซฮัรที่ออกมาโต้วาทีกับกลุ่มที่เรียกว่าชาวซุนนะห์ เช่น ศ.ดร. มูฮัมมัด ต๊อยยิบ วันนัญญาร อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรในขณะนั้น ศ.ดร. ฮูซัยนีย์ ฮาเซ็ม เลขานุการสภาวิจัยอิสลามของอัซฮัร ศ.ดร. มูซา ซาดีน ลาซัน หัวหน้าแผนกตัฟซีร ศ.ดร. มุฮ์ยุดดีน อัซซอฟีย์ คณะบดีคณะอุซูลุดดีน ศ.ดร. อัลฮูซัยนีย์ อะบุ้ลฟัรฮะห์ คณะบดีคณะดะวะห์ ชัยค์อะตียะห์ ซอคร์ ประธานคณะฟัตวาอัลอัซฮัร ชัยค์มูฮัมมัด อัลฆ่อซาลี ศ.ดร. อัลอะห์มะดีย์ อะบุ้ลนูร รัฐมนตรีอัลเอากอฟสมัยนั้น ศ.ดร. อับดุลลอฮ์ ซีราต้า อาจารย์จากมหาวิทยาลัยไคโร ศ.ดร. อะห์มะด อุมัร ฮาซีม หัวหน้าแผนกอัลฮะดิษของอัลอัซฮัรสมัยนั้น โดยมีนายฮิ้ลมีย์ บุลูก เป็นพิธีกรดำเนินรายการโทรทัศน์ และอุลามาอ์อื่นๆ อีกหลายท่าน

       สำหรับตำราที่ท่านได้รวบรวมไว้มีมากกว่า 50 ชุด

  1. مع القرآن الكريم
  2. النبي صلى الله عليه وسلم في القرآن الكريم
  3. الحكام الشريعة في مسئل طبيعة عن الامراض النسائية
  4. الفقه الاسلامي
  5. رسالة في صلاة الجمعة
  6. مختارات من الفتوى والبحوث
  7. بحث القنوت
  8. بحث ادب الاختلاف في الاسلام
  9. رسالة في الحج والعمرة

 

ลำดับที่ 43

الامام الاستاذ الدكتور محمد السيد طنطاوي الحنفي

43อิหม่าม ศ.ดร. มุฮัมมัด อัซซัยยิด ฏอนฏอวีย์ อัลฮะนะฟีย์

          เกิดที่หมู่บ้านสุลัยมีย์ จังหวัดซูฮัจ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1928 หลังจากศึกษาเบื้องต้นและท่องจำกุรอานแล้วได้ศึกษาต่อระดับเอี๊ยะดาดีย์และซะนะวีย์ที่มะฮัดอิสกันดะรียะห์ จนกระทั่งจบการศึกษาปี 1944 หลังจากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรคณะอุซูลุดดีน แผนกอัตตัฟซีร จนกระทั่งจบปี 1958 และศึกษาต่อระดับประกาศยนียบัตรครูต่อจนกระทั่งสำเร็จปี 1959 หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาตอ่ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแผนกอัตตัฟซีรและอัลฮาดีษจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา และได้รับเกียรติบัตรินิยมอันดับ 1 ในวันที่ 5 กันยายน ในปี 1966 หลังจากนั้นได้รับบรรจุให้เป็นอาจารย์คณะอุซูลุดดีน และปี 1972 เดินทางไปสอนที่มหาวิทยาลัยอิสลามียะห์ ที่ประเทศลิเบีย และปี 1980 เดินไปสอนที่มหาวิทยาลัยอิสลามียะห์ ที่นครมะดีนะห์ ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะบดีคณะอัดดิรอซาต อัลอิสลามียะห์ และปี 1976 เป็นคณะบดีคณะอุซูลุดดีน ที่จังหวัด อัลอัซยูต และปี 1985 เป็นคณะบดีอัดดิรอซาต อัลอิสลามียะห์ วั้ลอะรอบียะห์ในกรุงไคโร และเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1986 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมุฟต อัดดิยาร อัลมัสรียะห์ (مفتي الديار المصرية) ช่วงที่ดำรงตำแหน่งมุฟตีอยู่นั้นก็ได้สร้างสำนักงานมุฟตีขึ้นที่สวนคอลีดีน อย่างใหญ่โต สวยงาม ซึ่งมุฟตีก่อนหน้านี้ยังไม่มีสำนักงานเป็นเอกเทศแต่ได้อาศัยสำนักงานที่กระทรวงยุติธรรมเป็นที่ทำการก่อน

        และปี 1966 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัร และถึงแก่อาสัญกรรมเมื่อวันพุธ 16 มีนาคม 2010 ที่สนามบินมาลิกคอลิด อิบนุ อับดุลอาซีซ ที่ประตูทางออกหมายเลย 281 ขณะกำลังจะกลับประเทศอียิปต์ เนื่องจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ภายหลังจากได้รับเชิญให้ไปร่วมงานมอบรางวัลพระราชทานจากกษัตริย์ไฟซ้อลแห่งโลก หลังจากนั้นได้นำศพของท่านไปทำการละหมาดที่มัสยิดอันนะบะวีย์ และฝังที่สุสานบะกีอ์ ซึ่งท่านเป็นอุลามาอ์ท่านที่ 2 ที่เสียชีวิตที่สนามบินและฝังที่บะกีอ์ คนแรกก็คือชัยค์มุฮัมมัด อัลฆ่อซาลี

          หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นชัยค์อัลอัซฮัรแล้ว ท่านได้ใช้กรมของอัซฮัรเป็นที่ทำการอยู่ระยะหนึ่ง กรมนี้เป็นที่ทำการของชัยค์อัลอัซฮัรคนก่อนมาตลอด และท่านได้สร้างสำนักงานชัยค์อัซฮัร مشيخة الازهر ขึ้นใหม่คู่กับตึกดารุ้ลอิฟตาอ์ที่ท่านได้สร้างไว้ในขณะดำรงตำแหน่งมุฟตี เนื่องจากในยุคชัยค์อับดุลฮาลีม มะห์มูดได้เรียกร้องเอาทรัพย์สินวากัฟของอัลอัซฮัรที่ทางการยึดไปได้กลับมาคืนส่วนใหญ่ จึงทำให้ชัยค์คนหลังๆ สามารถสร้างและพัฒนาอัซฮัรได้อย่างสะดวก ท่านชัยค์ฏอนฏอวีย์ ได้สร้างหอพักนักศึกษานานาชาติขึ้นอีกหลายสิบหลัง สร้างวิททยาลัยนานาชาติขึ้นใหม่ معهد البعووتالاسلامية โดยได้รับการสนับสนุนจากซุลตอนบรูไน ซุ้ลตอนฮาซัน อัลบูกีย์ ซึ่งเดิมได้ใช้ตึกหอพักนักศึกษาเป็นอาคารเรียนนับว่าในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่นั้นได้สร้างอาคารเรียน วิทยาลัยคณะต่างๆ และสำนักงานขึ้นมากที่สุด แต่เนื่องจากท่านเป็นคนค่อนข้างแข็งกร้าวสักหน่อย จึงทำให้เกิดปัญหาต่อต้านและไม่พอใจจากผู้ร่วมงาน ทำให้กลุ่มหนังสือพิมพ์ สภาและประชาชนโดยทั่วไป เรียกร้องให้ลาออก แต่ประธานาธิบดี ฮุสนี มุบาร็อค กลับไม่เห็นด้วย และนี่คือส่วนหนึ่งจากปัญหาที่ท่านถูกต่อต้าน และคัดค้านจากนักวิชาการคือ

  • เรื่องเงินปันผลที่ได้รับจากธนาคารนั้น ในขณะที่ท่านเป็นมุฟตีนั้น ท่านฟัตว่าว่า ฮารอม ไม่สามารถเอามาใช้ได้ แต่ต่อมาขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งชัยค์อัซฮัรนั้นท่านกลับฟัตวา ว่า เอามากินได้ ใช้ได้ จึงทำให้เกิดการต่อต้านจากนักวิชาการอย่างรุนแรง
  • เรื่องการขัดแย้งกับสมาคมคณาจารย์อัลอัซฮัรจนกระทั่งในที่สุด นายกสมาคมฯ ถูกสั่งปลด และมีเรื่องราวกันในชั้นศาล
  • การสั่งปลดชัยค์อะตียะห์ ซ้อกร์ ออกจากคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลาม
  • การสั่งปลดชัยค์อาลี อะบูฮะซัน ประธนคณะกรรมการฟัตวา อันเนื่องมาจากชัยค์อาลีฟัตวาว่า จำเป็นต้องต่อสู้กับอเมริกาถ้าเอมริกานำทหารเข้ายึดอิรัค
  • สั่งให้ชัยค์นาบาวีย์ มูฮัมมัด อัลอัซ ประธานคณะกรรมการฟัตวาหยุดหน้าที่ และตั้งคณะกรรมการสอบสวน อันเนื่องมาจากชัยค์นะบะวีย์ฟัตวาว่า รัฐบาลอิรัคที่มีอเมริกาหนุนหลังอยู่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายตามหลักการอิสลาม และไม่อนุญาตให่ร่วมมือกับรัฐบาลของอิรัค
  • ชัยค์ฏอนฏอวีย์ได้ฟัตวา ว่า ต้องลงโทษด้วยการเฆี่ยนสำนักหนังสือพิมพ์ที่ออกข่าวว่าประธานาธิบดีฮุสนีมุบาร็อคป่วย ซึ่งทำให้สำนักหนังสือพิมพ์ไม่ชอบใจเป็นอันมาก จึงได้มีการเรียกร้องให้ปลดชัยค์ออกจากตำแหน่ง
  • การสัมมนาเกี่ยวกับศาสนที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โดยประเทศซาอุดิอารเบียเป็นประธานจัด ซึ่งชัยค์ฏอนฏอวีได้จับมือกับนายกของประเทศอิสราเอล ซีมอน เฟเรส ในปี 2008 และในปี 2009 ชัยค์ฏอนฏอวีย์ได้นั่งคู่กับประธานาธิบดีอิสราเอล ซึ่งทำให้ชาวอียิป์ไม่พอใจอย่างรุนแรง
  • การที่รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามสตรีคลุมศีรษะ ชัยค์ฏอนฏอวีย์บอกว่า เป็นสิทธิของรัฐบาลของแต่ละประเทศ
  • ท่านชัยค์ฏอนฏอวี่ย์ได้ออกระเบียบว่า ห้ามนักเรียนสตรีคลุมหน้า (นิกอบ) เมื่อเข้าบริเวณโรงเรียนสตรีล้วนหรือมหาวิทยาลัยสตรีล้วน อันเนื่องมาจากมีผู้ชายคลุมหน้าแล้วแอบเข้าไปหานักศึกษาหญิง และมีนักศึกษาหญิงบางคนได้นำเอาโทรศัพท์เครื่องมือสื่อสารเข้าไปในห้องสอบ โดยใส่ไว้ใต้นิกอบที่ใบหน้า ซึ่งทำให้ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่อวงนี้โกรธท่านชัยค์เป็นอย่างมาก

 

ส่วนหนึ่งจากตำราที่ท่านได้รวบรวมไว้มีทั้งหมด 15 เล่ม

  1. التفسير الوسيط القرآن الكريم
  2. معاملات البنوك واحكامها الشرعية
  3. الفقه في القرآن
  4. علوم القرآن
  5. فقه الوسيط
  6. فقه الميسر
  7. التوحيد

และตำราอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

ลำดับที่ 44 (คนปัจจุบัน)

الامام الاستاذ الدكتور احمد محمد احمد الطيب المالكي

epa02112284 Sheikh of Al Azhar Mohammed Ahmed al Tayeb is seen during his meeting with Arab League Secretary General Amr Moussa (not in the picture) at Tayib's office in Islamic Cairo, Egypt, 11 April 2010.Al Tayeb held talks with Moussa about the situation in Jerusalem and the Palestinian issue. EPA/KHALED EL-FIQI

อิหม่าม ศ.ดร. อะห์หมัด มูฮัมมัด อะห์มัด อัฏ๊อยยิ๊บ อัลฮุซัยนีย์ อัลมาลิกีย์

            ท่านสืบเชื้อสายมาจากวงษ์ الاشراف (เชื้อสายอันทรงเกียรติ) ซึ่งสืบเชื้อสายจากฮุเซ็นบุตรชายของคอลีฟะห์อาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 1946 ที่หมู่บ้านอัลกอนะห์ จังหวัดอัลอุกซูร (ลุกเซอร์) ทางตอนบนของอียิปต์  الصعيدเริ่มต้นการศึกษาที่หมู่บ้าน และเริ่มท่องจำกุรอานทั้งหมด แล้วได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรคณะอุซูลุดดีน สาขาอะกีดะห์และปรัชญา จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 1965 และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคณะเดียวกันจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 1971 และศึกษาต่อระดับปริญญาเอกจนสำเร็จการศึกษาในปี 1977 หลังจากนั้นจึงได้เข้าสอนที่คณะอุซูลุดดีนเรื่อยมา ต่อมาได้เดินทางไปสอนที่ประเทศปากีสถานที่มหาวิทยาลัยอิสลามียะห์ อัลอะลามียะห์จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นเป็นคณะบดีของคณะอุซูลุดดีนเมื่อวันที่ 3/10/1999 เคยดำรงตำแหน่งคณะบดีของคณะคณะดิรอซาต อิสลามียะห์ที่จังหวัดกินาและอัสวาน ต่อมาเมื่อวันที่ 10/3/2002 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมุฟตี (ผู้ชี้ขาด) ในด้านศาสนาภายหลังจาก ศ .ดร. นัสร์ ฟาริด มุฟตีคนเก่าถูกปลดออก อันเนื่องมาจากฟัตวาว่า การสูบบุหรี่นั้นฮารอม ต่อมาเมื่อวันที่ 28/9/2003 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และปี 2010 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามอักบัร ชัยค์อัลอัซฮัร ท่านเป็นคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งมุฟตี อธิการบดี และชัยค์อัลอัซฮัร ก่อนหน้าทนี้มีชัยค์อับดุลฮาลีม มะห์มูด และชัยค์ฟะฮ์ฮามที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเอากอฟ และรัฐมนตรีอัลอัซฮัร และชัยค์อัลอัซฮัร ชัยค์ต็ฮยยิบนอกจากดำรงตำแหน่งชัยค์อัลอัซฮัรแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสมาคมนักปราชญ์ปรัชญา เป็นประธานคณะกรรมการสภาสูงเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม เป็นคณะกรรมการสภาวิจัยอิสลาม เป็นคณะกรรมการสหภาพวิทยุและโทรทัศน์ เป็นคณะกรรมการตรวจทานการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้จัดตั้งและเป็นหัวหน้าตอรีเกาะห์อัลอะห์มะดียะห์ อัลคุ้ลวะตียะห์ شيخ الطريقة الاحمدية الخلوتية  และภายหลังจากที่ท่านได้เข้ารับตำแหน่งนี้ไม่นาน ท่านก็ได้สั่งให้ยกเลิกการรับรองวิทยฐานะ المعادلة ของโรงเรียนต่างๆ ที่ขอให้อัลอัซฮัรรับรองทั้งหมดทั่วโลก และให้จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่หมด โดยให้เอาตำราต่างๆ ที่เป็นตุรอส (หนังสือตกทอด) รื้อกลับมาเป็นหลักสูตรสอนใหม่ เช่น วิชาฟิกฮ์ ฟิกฮ์มัศฮับฮานาฟีให้ใช้หนังสือ الاختيار لتعليل المختار ,ฟิกฮ์มัศฮับมาลีกีให้ใช้หนังสือ الشرح الصغير , ฟิกฮ์มัศฮับชาฟีอีให้ใช้หนังสือ الاقناع للشربيني الخطيب , วิชาอัตเตาฮีดใหใช้หนังสือ مذكرة التوحيد ซึ่งเป็นเตาฮีดสายอะห์ลิสซูนนะห์วั้ลญะมาอะห์ สายอะชาอีเราะห์ (اهل السنة والجماعة من الاشاعرة) บางคนว่าอะชาอิเราะห์ไม่ใช่อะห์ลิสซุนนะห์ แต่อัลอัซฮัรบอกว่า ใช่ และนำมาเป็นหลักสูตรมาเป็นเวลากว่าพันฟีแล้วอีกทั้งอัลอัซฮัรเปลี่ยนแนวการสอนจากแนวทางชีอะห์มาเป็นแนวทางอะห์ลิสซุนนะห์, วิชานะหูใช้หนังสือ شرح ابن عقيل ,วิชาอัตตัญวีด (التجويد) ให้ใช้หนังสือ بغية الطالبين  , วิชาตัฟซีร ให้ใช้หนังสือ تفسير النسفي ซึ่งก็มีหลายโรงเรียนทำหลักสูตรตามอัลอัซฮัร แต่ก็ไม่ได้สอนตามหลักสูตรที่ส่งไป ยิ่งไปกว่านั้นยังกล่าวหาอัซฮัรว่าเป็นพวกบิดอะห์อีกต่างหาก ในคณะอัชชะรีอะห์ อิสลามียะห์นั้น ฟิกฮ์มัศฮับชาฟีอี ให้ใช้หนังสือ قليوبي وعميرة , อัลฮะดีษใช้หนังสือ سبل السلام   ,ในคณะอุซูลุดดีน ให้ใช้หนังสือ شرح مسلم للنووي

ส่วนหนึ่งจากตำราทีท่านได้เรียบเรียง

  1. الجانب النقدي في فلسفة ابي البركات
  2. مدخل لدراسة المنطق القديم
  3. أصول نظرية العلم عند الاشعري
  4. مباحث المعلول من كتاب الموافق
  5. أسس علم الجدل عند الاشعري

         ท่านมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชัยค์ฏอนฏอวีย์ ชัยค์อัลอัซฮัรคนก่อน และยังเคยเป็นสมาชิกพรรคเดโมแคทของประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อค หลักจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นชัยค์อัลอัซฮัร แล้วท่านได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

        ท่านเป็นผู้ริเริมก่อตั้งสมาพันธ์ศิษย์เก่าอัลอัซฮัร (الرابطة العالمية لخريجي الأزهر الشريف ) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2006 และดำรงแหน่งประธานสมาพันธ์ฯ และได้ขยายสาขาไปเกือบทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งที่ประเทศไทยได้ประชุมการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 โดย ศ.ดร. มูฮัมมัด ฮัซซาน อาวัด รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรมาเป็นประธานการประชุม ณ โรงเรียนมัจลิส อัซซุดดีนีย์ และได้แต่งตั้งให้

  1. นายไฟซ้อล ลีวัน          เป็นประธานสมาพันธ์ศิษย์เก่าอัล-อัซฮัรโลก สาขาประเทศไทย
  2. นายสุธรรม บุญมาเลิส             เป็นรองประธานฯ
  3. นายโรสิทธิ์ ม่วงดี                   เป็นรองประธานฯ
  4. นายอับดุลเราะห์มาน สาเล๊ะเร๊ะ  เป็นรองประธานฯ
  5. นางสาวดวงเดือน กรเกษม         เป็นเลขานุการ
  6. นายนิมิต เลาะมะ                  เป็นกรรมการ
  7. นายประเสริฐ มินิ                  เป็นกรรมการ
  8. ชัยค์ซัยยิด รีฟาอีย์ ดัสตูตีย์ เป็นกรรมการ
  9. นายอุดมเดร เด็ดดวง               เป็นกรรมการ
  10. นายดาวุด แวดือเระ                เป็นกรรมการ

 

*** พบเห็นข้อมูลผิดพลาด กรุณาแจ้งสมาพันธ์ฯ ด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อ่านรุ่นต่อไป ๆ

menu
menu